Readers Club : บันทึกนึกคิดของเด็กหญิงเรไร

เรไรรายวัน คือเพจเฟซบุ๊คที่โพสต์เล่าเรื่องราวจากสมุดบันทึกประจำวันของเด็กหญิงเรไร สุวีรานนท์ ตั้งแต่อายุ 6 ปี วันนี้เรไรมีอายุ 8 ปี เธอยังคงเขียนบันทึกอยู่ทุกวัน และมีหนังสือรวมเล่มในชื่อเดียวกับเพจออกมาแล้ว 2 เล่ม ซึ่งการเขียนบันทึกประจำวันของเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ ได้เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ รวมทั้งผู้ใหญ่หลายคนลงมือเขียนบันทึก

จากจุดเริ่มต้นที่คุณแม่ชนิดา สุวีรานนท์ พาน้องเรไรเข้าร่วมโครงการสมุดบันทึกวัยเยาว์ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม นับแต่นั้นเรไรก็ลงมือจดบันทึกความประทับใจเรื่องราวรอบตัวและผู้คนรอบข้างในชีวิตประจำวันด้วยการส่งเสริมของคุณแม่ แล้วคุณแม่จะนำมาโพสต์ในเพจเฟซบุ๊คอีกที ตอนแรกทางครอบครัวไม่ได้คิดทำหนังสือออกมา แต่เพราะมีแฟนคลับที่ติดตามอ่านบันทึกในเพจหลายคนได้ปริ๊นท์ข้อความจากเพจแล้วนำมาเย็บเป็นเล่มเพราะอยากให้ลูกหรือให้ผู้ใหญ่ที่ไม่ถนัดใช้โซเชี่ยลมีเดียได้อ่าน ครอบครัวสุวีรานนท์ จึงตัดสินใจพิมพ์เป็นหนังสือออกมา ซึ่งนอกจากทำให้กลุ่มแฟนคลับที่อยากเก็บหนังสือเป็นเล่มแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังตั้งใจเก็บงานเขียนให้เป็นพัฒนาการทางการศึกษาทางความคิดเป็นของขวัญให้กับลูกสาว

“การเริ่มให้เด็กเขียนบันทึกนั้นยาก แต่การเขียนอย่างต่อเนื่องยากกว่าจึงต้องทำให้เขารู้สึกว่าการเขียนเป็นเรื่องสนุก ๆ พอ ๆ กับการเล่นเลโก้ สนุกพอกับเล่นตุ๊กตาบาร์บี้ การเขียนเป็นเรื่องของภาษา ภาษาเล่นได้ เพราะฉะนั้นเขาจะหันมาฟังแม่ว่าภาษาเล่นได้ยังไง เราก็บอกเขาว่าคำเล่นได้ คำมีเสียงนะ ทำให้เขาสนุกนั่นคือการจูงใจ นอกจากนั้นยังบอกเขาว่าบันทึกหน้านี้เป็นบันทึกที่หนูอยากจำ ทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่คิด สิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเราไม่จด เราลืมได้ อย่างเรไรเป็นเด็กชอบถาม เขามักถามคุณยายว่าตอนเด็ก ๆ คุณแม่เป็นยังไง พอคุณยายบอกว่าจำไม่ได้นานแล้วเขาจะรู้ว่าเรื่องอะไรที่อยากจำ แต่ถ้าไม่จดไว้ก็ลืม เลยเห็นความสำคัญของการบันทึก ที่สำคัญอีกอย่างคือเราบอกว่า บันทึกคือความประทับใจ ชอบไม่ชอบ สนุกไม่สนุก เขียนเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว เรื่องที่หนูรู้ดีที่สุด เห็นมัน เข้าใจมัน และเมื่อใดก็ตามที่หนูเขียนความจริงที่รู้จัก หนูจะเขียนออกมาได้”

 

 

คุณแม่ชนิดาเล่าถึงวิธีที่ชวนให้ลูกสาวเขียนบันทึกประจำวัน สำคัญกว่านั้นคือการทำให้เด็กรู้ว่า งานเขียนของเขามีคนอ่าน และคนอ่านที่เด็กเล็ก ๆ อยากให้อ่านก็คือคนใกล้ตัวของเขา นั่นคือ พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เพื่อน ครู เมื่อเขามีเป้าหมายว่าเขียนให้ใครอ่าน เขาก็จะสนุกที่จะเขียน

“บันทึกของคนคนหนึ่งคือประวัติศาสตร์ ถ้าในอนาคตอีก 50 ปี 100 ปีอาจไม่มีของเล่นแบบที่เรไรเล่นอยู่ เช่น สไลม์ ลูกหลานก็จะถามว่าคุณยายเล่นสไลม์ยังไง หรือมันอาจกลับมาฮิตอีกทีในอนาคตก็ได้ มันเป็นสิ่งที่รอบตัวจริง ๆ ไม่ใช่องค์ความรู้ที่เป็นก้อน แต่เป็นทั้งความรู้ ความรู้สึกนึกคิด และจิตใจที่สะท้อนออกมาได้ในบันทึก การเขียนบันทึกสำหรับเด็กอย่างแรกจึงช่วยเรื่องความจดจำ อย่างที่สอง

คือในแง่การทบทวนตัวเองของคนเขียน และอย่างที่สามคือฝึกความอดทน เพราะการที่เด็กจะอธิบายความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือได้ เขาต้องอดทนกับการเรียบเรียงความคิดในหัว กว่าจะประมวลความคิดออกมา และในเมื่อการเขียนช่วยให้เด็กฝึกการแบความคิดของตนเอง ก็ย่อมช่วยฝึกเด็กให้อดทนต่อความแตกต่าง และรับฟังความคิดของผู้อื่นด้วย”

เรไรรายวัน มีแฟนคลับหลายรุ่นหลายกลุ่ม ทั้งคุณพ่อคุณแม่ที่เห็นประโยชน์จากการเขียนบันทึก แล้วอยากให้ลูกเขียนบ้าง กลุ่มวัยรุ่นที่อ่านแล้วชอบ เพราะทำให้รู้สึกย้อนไปถึงช่วงวัยเด็กที่ตัวเองก็เคยคิดเคยทำแบบเรไร กลุ่มครูอาจารย์ที่อ่านแล้วนำไปสอนเด็ก และกลุ่มที่สี่ คือ พี่ป้าน้าอาทั่วไปที่อ่านแล้วรู้สึกหลงรักในตัวหนังสือของเด็กหญิงคนนี้ ซึ่งก็มีฟีดแบ็กจากคุณพ่อคุณแม่ที่ส่งข้อความเข้ามาปรึกษาเรื่องการให้ลูกเขียนบันทึก

“ส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่จะส่งบันทึกของลูกมาให้ดูในอินบอกซ์ ปรึกษาว่าเขียนแล้วทำไมไม่ได้อย่างนี้ ถ้าเราแนะนำได้ก็แนะนำ แม่ไม่ได้กังวลเลยว่าจะมีเด็กที่เขียนออกมาแล้วเขียนเก่ง เขียนสนุกกว่าเรไร ถ้ามีอย่างนั้นก็ดี เพราะเขาจะเป็นเจเนเรชั่นที่อยู่กับลูกเรา เป็นคนที่คิดเหมือนกัน ยินดีที่จะมีเด็กเขียนบันทึกเยอะๆ บอกเลยว่าทุกวันนี้ที่เรไรเขียน เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าเขาจะต้องเป็นนักเขียน แต่เขียนเพื่อบันทึกความคิด ความรู้สึก เพราะฉะนั้นถ้าพ่อแม่ตั้งใจให้ลูกเขียนบันทึกโดยไม่ต้องเป็นนักเขียน ความกดดันจะน้อย ผ่อนคลาย คนเป็นพ่อเป็นแม่แค่รู้ประโยคเดียวจากบันทึกของลูกว่า วันนี้ฉันมีความสุข การที่ลูกเขียนออกมามันมากกว่าพูดนะ หรือวันนี้ฉันเศร้าเพราะอะไร แม่ไม่เคยรู้เลยว่าที่โรงเรียนลูกเป็นอย่างไรบ้าง จนกระทั่งเขาเขียนบันทึก และอย่างน้อยบันทึกก็เป็นตัวหนึ่งที่เรากลับมาย้อนดูได้ว่าในเรื่องเดียวกัน ลูกตอนอายุ 6 ขวบ อายุ 7 ขวบ อายุ 8 ขวบ เขามีความคิดเปลี่ยนไปไหม และความคิดไหนที่เปลี่ยนไปแล้วเป็นไปในทางที่น่าเป็นห่วง เราอาจตะล่อม ๆ เข้ามาได้ทันเวลา บันทึกของเด็กก็จะช่วยได้ในส่วนนี้”

เพราะเหตุนี้ บันทึกของเด็กคนหนึ่งจึงมีความหมายมากกว่าการจดจำเหตุการณ์เรื่องราวที่ผ่านมา


อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.