ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ สาวน้อยคิดบวก

เมื่อราวต้นปี มีประกาศรับสมัครงานตำแหน่ง ‘ผู้สำรวจความสุขคนไข้’ ถูกแชร์ลงในโลกออนไลน์ที่สร้างความสนใจจำนวนมาก เพราะงานนี้ให้เงินเดือนมากถึง 1 ล้านบาท สัญญาการจ้าง 6 เดือน ได้ชื่อว่าเป็น Best Job in Thailand และจากผู้สมัครกว่า 1,000 คน ปรากฎว่าผู้ชนะเลิศตำแหน่ง ‘ผู้สำรวจความสุขคนไข้’ ของโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล คือ น้องธันย์-ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์

น้องธันย์คือเด็กหญิงที่เป็นข่าวดังเมื่อพ.ศ. 2554 ซึ่งประสบอุบัติเหตุพลัดตกลงไปในรางรถไฟฟ้าที่ประเทศสิงคโปร์ เหตุการณ์ไม่คาดฝันส่งผลทำให้เด็กหญิงวัย 14 ปีต้องถูกตัดขาทั้ง 2 ข้าง แต่ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ และพลังในการมองโลกในแง่ดี ทำให้น้องธันย์ยิ้มสู้ ทั้งยังสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนอื่น ที่สำคัญเธอยังพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต และนี่คือเรื่องราวของเธอ คนที่ใคร ๆ ให้ฉายาว่า...สาวน้อยคิดบวก

 

ธันย์เริ่มงานพูดให้กำลังใจตั้งแต่เมื่อไหร่คะ

ตั้งแต่อายุ 15 ค่ะ ตอนนั้นพูดแบบไม่ได้เป็นทอล์คโชว์แต่เป็นเหมือนการให้สัมภาษณ์ เขาเชิญเราเป็นวิทยากรแล้วก็มีคนมาคุยด้วย เราก็พูดแบบไม่มีสคริปต์ ไม่มีหลักการพูดว่าต้องพูดเปิดปิดยังไง ทุกอย่างออกมาจากความรู้สึกตอนนั้น จากงานนั้นก็มีหลายที่หลายองค์กรติดต่อมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันเข้าปีที่ 7 แล้วค่ะ ส่วนใหญ่หัวข้อที่ได้รับคือพูดสร้างกำลังใจ เวลาไปพูดเราก็มีรายได้เข้ามา นับเป็นงานอย่างหนึ่ง และเป็นการแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ และทำให้ท่านภูมิใจด้วย เป้าหมายสำคัญของธันย์ที่ยอมจะไปพูด แม้เป็นเรื่องเดิมซ้ำเหตุการณ์ซ้ำ ๆ จริง ๆ แล้วคืออยากให้พ่อแม่ท่านสบายใจว่ามีคนรอบข้างรักและพร้อมดูแลเรา ไม่ให้ท่านกังวลว่าเราจะอยู่คนเดียวไม่ได้ หรือจะอยู่ในสังคมลำบาก

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาสามารถพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าเราอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ใช่ค่ะ จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจบอกว่าลดลิมิตลงหน่อย เพราะบางครั้งเราใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า จนอาจมากไป แต่ในความรู้สึกเราตอนนี้คืออยากใช้ชีวิตแบบนี้ เพราะเคยผ่านจุดที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาก่อน และคิดว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน แม้เรานั่งวีลแชร์ก็จริง แต่ไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นอะไรหรือเปล่า เลยคิดว่าแม้อยู่บนวีลแชร์แต่อยากลองทำสิ่งที่อยากทำ ลองทำดูก่อนที่จะบอกว่ามันทำไม่ได้นะ

 

เพราะคิดอย่างนี้เราจึงเห็นธันย์ทำอะไรหลายอย่าง ที่บางอย่างคนปกติร่างกายแข็งแรงครบยังทำไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นขับรถ ดำน้ำลึก ฯลฯ

รู้สึกเหมือนชีวิตคนปกติเลยที่ขับรถ แต่รถต้องดัดแปลงให้เหมาะกับคนพิการ ตอนนี้ก็ขับไปไหนมาเอง คุณพ่อไม่ต้องมาคอยรับคอยส่ง ส่วนดำน้ำก็มาจากการที่เราชอบว่ายน้ำ พอว่ายน้ำได้ ก็มีคนชวนไปดำน้ำ และที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีชมรมดำน้ำ มีชมรมของคนพิการ เราสนิทกับเพื่อนที่เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ เขาก็ชวนไปดำน้ำด้วยกัน

 

 

จำนวนตัวเลขเงินเดือนเดือนละ 1 ล้านบาทของงาน ‘ผู้สำรวจความสุขคนไข้’  จูงใจเรามากน้อยขนาดไหนให้ลองสมัคร

จูงใจอยู่แล้วค่ะ ช่วงก่อนสมัครขาเทียมของเราก็จะครบ 5 ปีแล้วนะ ต้องเปลี่ยนในปีต่อไป ตอนนี้เราอาจได้รับขาเทียมพระราชทานซึ่งมีมูลค่าที่สูง แล้วต่อไปล่ะ พ่อแม่เราก็ไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีจะมีเงินตรงไหนที่ทำให้เราเดินต่อไปได้ เรายังต้องใช้ขาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เรามีเงินเก็บแค่ไม่กี่แสน แน่นอนว่าคงซื้อและผ่อนขาตัวเองไม่ได้ ตอนนั้นตัวเงินก็จูงใจในระดับหนึ่งว่าถ้าชนะแคมเปญนี้อาจคลายความกังวลเรื่องขาเทียมไปได้

 

ตำแหน่ง ‘ผู้สำรวจความสุขคนไข้’ ต้องทำอะไรบ้าง

อย่างแรก แน่นอนว่าคนไข้มาด้วยอาการเจ็บป่วย เราก็มาฟังถามไถ่ความรู้สึกเขา ถามว่าคนใกล้ตัวผู้ป่วยรับฟังผู้ป่วยได้ไหมก็ฟังได้ แต่น้อยคนจะยอมฟังปัญหาคนอื่น อันนี้เป็นสเต็ปหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งต้องเป็นคนที่คอยสร้างกำลังใจในบางเรื่องที่อาจเชื่อมโยงกันได้ ก็มีการแลกเปลี่ยนกัน แล้วให้กำลังใจ สอบถามความพึงพอใจด้วย เป็นโบนัสที่เราต้องเก็บแต้มมา เพื่อให้โรงพยาบาลพัฒนาต่อ

 

คนไข้เขาเล่าความทุกข์ให้ฟังไหมคะ

มีทั้งทุกข์และสุข...ซึ่งความทุกข์ของเขาอาจเป็นจุดที่เป็นกระจกสะท้อนตัวเรา ว่าสิ่งนี้แหละทำให้เรามีความสุขกับ ณ ปัจจุบันที่เป็นอยู่ บางคนร่างกายของเขาไม่ได้ป่วยมากกว่าเราหรอก แต่เรื่องราวที่เขาเจอมันอาจร้ายแรงกว่าหรือเป็นอุปสรรค แต่เขายังผ่านมาได้ ยังรอดมาได้

 

เงินเดือนเดือนละ 1 ล้านบาทที่ได้รับ ยังคงจะนำไปใช้ตามความตั้งใจเดิมเมื่อตอนสมัครไหมคะ

ก็ตั้งใจเหมือนเดิม แต่ด้วยความที่เราเรียนรู้มากขึ้น รู้จักแบ่งสรรปันส่วนที่ดีมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าเงินเดือนที่รับใน 6 เดือน เป็นเงินเดือนที่เราอาจตั้งต้นชีวิตได้ โดยที่เพื่อน ๆ เราที่จบปริญญาตรี อาจต้องเริ่มคิดตอนที่ทำงานช่วงต้น เพื่อสร้างรากฐานมั่นคง แต่เราสร้างได้เร็วกว่าคนอื่น ถ้าเราแบ่งสรรปันส่วนได้ดี ก็จะใช้เงินจำนวนนี้ไปเรียนต่อได้

 

การเรียนต่อถือเป็นเป้าหมายในชีวิต

ธันย์เป็นคนชอบเรียน เลยอยากเรียนเรื่อย ๆ เพื่อนจะถามว่าแล้วไม่ทำงานเหรอ ไม่เก็บเงินเหรอ ก็อย่างที่บอกไป พอเรามาทำงานตรงนี้ เหมือนมีทุนชีวิตแล้วระดับหนึ่ง ... เลยมุ่งไปเรียนต่อเลยหลังจบปริญญาตรีเพราะคิดว่าการศึกษาเป็นใบเบิกทางที่ดีที่สุด ซึ่งถ้าเราไม่ตัดสินใจเรียนกับคนปกติตั้งแต่ต้น อาจไม่มีโอกาสก้าวมาถึงจุดนี้ แต่นี่เราเลือกในเส้นทางที่ยากมาก่อน พอเราเจอเรื่องยากมาแล้ว เลยรู้สึกว่าชีวิตต่อไปไม่ยากเท่าไหร่

 

  • อ่านเพิ่มเติมได้ในฉบับเดือนพฤศจิกายน 2560 

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.