ก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรม ผู้ออกแบบพระเมรุมาศ

ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต งานอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรม ประจำสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ก็เริ่มต้นขึ้น จากการที่กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ โดยเขาได้รับเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งในผู้ออกแบบพระเมรุมาศ ซึ่งแบบพระเมรุมาศบุษบก 9 ยอด ลักษณะ 7 ชั้นเชิงกลอนของเขา ก็ได้รับพระราชวินิจฉัยเลือกจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

และนี่คือเรื่องราวและแนวความคิดบางส่วนของก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรม ผู้มีโอกาสได้ร่วมทำงานออกแบบแปลนสถาปัตยกรรมไทยสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วหลายต่อหลายครั้ง อาทิ อาคารประกอบพระเมรุงานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ, พระที่นั่งกาญจนาภิเษก, อาคารหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช, ศาลาไทย เมืองเมดิสัน สหรัฐอเมริกา

 

เมื่อเข้ารับราชการ เรียนรู้งานจากท่านอาวุธ

เรียนจบปริญญาตรี ผมเข้ารับราชการที่กรมศิลปากร ตำแหน่งนายช่างศิลปกรรม ตอนนั้นท่านอาวุธ (พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ) เป็นผู้อำนวยการกองสถาปัตยกรรม

ตอนทำงานออกแบบพระที่นั่งกาญจนาภิเษก ถวายในหลวงครองราชย์ 50 ปี ท่านอาวุธสอนเรื่องเกี่ยวกับพระราชพิธี บอกว่าในหลวงท่านจะเสด็จฯทางไหน ประทับตรงไหน จะบวงสรวงอะไร ทางเดินทางนี้เหมาะไหม เป็นรายละเอียดที่เราไม่เคยรู้ แต่วันหนึ่งเมื่อเรามาทำงานก็จะจำขึ้นมาได้ในสิ่งที่ท่านสอน และยิ่งทำงานกับท่านเรายิ่งซาบซึ้งเรื่องงานสถาปัตยกรรมไทย รู้สึกลึกซึ้งเรื่องการจัดวาง เรื่องการวิเคราะห์ การนำมาใช้ เพราะเวลาเขียนแบบให้ท่าน ต้องเขียน 2-3 ลายขึ้นไป จากนั้นท่านจะมาเลือกแล้ววิเคราะห์ให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

ตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ท่านสอนให้เราทำ ก็เพื่อวันหนึ่งจะได้เจอกับเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตที่รอเราอยู่ คืองานของในหลวง ถ้าย้อนกลับไปบททดสอบ แต่ละบทมันเหมือนยาขมขนานเอก เช่น ทำแบบมาให้ท่านอาวุธดู ท่านบอกไม่เอา ขยำทิ้งเลย ไปทำมาใหม่ แต่ท่านนั่นแหละที่เป็นครู คอยสอน คอยวิจารณ์งานให้เรา นั่นเลิศสุดในชีวิตแล้ว

 

งานที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559

หลังข่าวสวรรคตในหลวง รัชกาลที่ 9 ท่านอธิบดีกรมศิลปากรเรียกประชุมทุกฝ่ายในวันที่ 13 ตุลาคม ว่าถ้าจะทำเมรุมาศครั้งนี้ต้องทำยังไง ผมเป็นคนหนึ่งในนั้น…นอกจากผมแล้วก็มีน้องที่ทำงาน 2-3 คนร่างแบบพระเมรุมาศด้วย แต่ละคนก็วิเคราะห์จะทำยังไง ผมวิเคราะห์ของผมอยู่แล้วว่าจะทำบุษบก 1 ยอด 5 ยอด และ 9 ยอด ร่างแบบถึงประมาณ 4 ทุ่มกว่า มีเสียงโทรศัพท์เข้ามาจากคุณธีรชาติ วีรยุทธานนท์ (สถาปนิกชำนาญการ) บอกจะมาช่วยงานผมที่บ้าน เราก็ทำงานกันไม่ได้หลับได้นอน ร่างกันหลายแบบ จนถึงตี 4 ธีรชาติเดินมาถามผมว่า เมื่อไหร่พี่จะออกแบบในสิ่งที่พี่ต้องการ ผมก็หันไปมองที่โปสการ์ดบนผนัง เจอรูปพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีความชอบส่วนตัว ความคิดจึงเกิดขึ้นเป็นพระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ยอด ตรงกลางเป็นบุษบกใหญ่ยอดปราสาท 7 เชิงกลอน รายรอบด้วยบุษบกขนาดเล็กลงมาที่มุมทั้งสี่วางลดหลั่นกันลงมา เขียนเสร็จก็มาประชุมที่กรมฯ นำแบบกลับไปปรับปรุง วันรุ่งขึ้นก็เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ เพื่อให้พระองค์เลือกแบบ และนำกราบบังคมทูล โดยท่านอธิบดีเป็นผู้นำเสนอแบบ

 

 

ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ที่สุด

วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เราคนไทยต่างอยู่ความโศกเศร้า ทุกคนร่ำไห้ทั้งประเทศ ไม่เว้นแต่ในที่ประชุมของพวกเรา ระหว่างที่ประชุมกันเรื่องการออกแบบพระเมรุมาศนั้นก็มีคนที่ร่ำไห้ตรงข้ามผม ผมบอกพี่คนนั้นว่าอย่าร้องเลย เพราะผมเองก็ไม่ไหวแล้ว ความเศร้าตรงนั้นเราต่างมี แต่สำหรับเราแล้วต้องตั้งสติและถอยออกมาจากความเศร้า มาทำหน้าที่ของเรา ทำให้เสร็จ อย่างที่ท่านอาวุธเคยบอกว่า “งานดี ไม่ทันเวลา คุณค่าไม่มี มันไม่มีประโยชน์”

มีอยู่ครั้งหนึ่งหลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเทพฯ ทรงมีรับสั่งที่ จปร. (โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) ว่า...ให้ทำหน้าที่ภารกิจของเรา อย่าตกใจ อย่าเสียขวัญ อย่าท้อถอย ใครมีหน้าที่สานต่อให้ดีที่สุด การมัวแต่ร้องไห้นั้นไม่มีประโยชน์ แต่การทำงานถวายพระองค์ท่านให้ดีนี่แหละดีที่สุด...พอท่านตรัสอย่างนี้ เหมือนเราได้เติมพลัง และตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์

 

พระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

การออกแบบพระเมรุมาศครั้งนี้มีหลักคือให้สมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 มากที่สุด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เขียนไว้ว่า “พระเมรุมาศใหญ่เท่าไหร่ สูงเท่าไหร่ ยิ่งถวายพระเกียรติมากขึ้นเท่านั้น” เราจึงออกแบบให้พระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ สูง 50.49 เมตร ส่วนฐานกว้าง 60 เมตร ส่วนพระที่นั่งทรงธรรมกว้าง 40 กว่าเมตร รองรับคนได้ 2,800 คน ขณะที่พื้นที่สนามหลวงกว้าง 140 เมตร ทำให้พระเมรุมาศและอาคารสิ่งปลูกสร้างประกอบกินพื้นที่ 2 ใน 3 ของสนามหลวงเพื่อถวายพระอิสริยยศสูงสุด

งานพระเมรุมาศครั้งนี้มีความหลากหลายทางด้านศิลปกรรม ผมเองเป็นแค่คนออกแบบ แต่งานจะดำเนินต่อได้ประกอบด้วยทีมงานหลายส่วน หลายผู้เชี่ยวชาญ เรามาทำเวิร์คช็อปด้วยกัน ให้ข้อความรู้กันและกัน ตรงไหนไม่รู้ก็ถามโดยตรง เป็นการโยงความคิดมาจากคนอื่นด้วย ไม่ใช่มาจากเราอย่างเดียว ต้องสื่อสารประสานงานกับช่างอื่นๆ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของทุกคนแม้กระทั่งอาสาสมัคร มีหลายสถาบัน หลายหน่วยงาน หลายคนอาสาช่วยงาน

ต่อไปงานพระเมรุมาศนี้จะเป็นองค์ความรู้ทางด้านศิลปะไทย ที่คนรุ่นต่อไปจะมาศึกษาเรียนรู้ได้

 

  • อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ในฉบับที่ 1100 ตุลาคม 2560

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.