ใต้แสงจันทร์ฉาย : ด้วยรักและขอบคุณ

: โดม วุฒิชัย

 

ขวัญเรือนที่รัก

ในที่สุดวันที่รู้สึกหวั่นไหวว่าจะเป็นจริงก็มาถึงจริง ๆ ผมหยุดตั้งสติอยู่ครู่ใหญ่เมื่อได้รับแจ้งว่าขวัญเรือนจะปิดตัวลงในเดือนครบรอบวันเกิดปีนี้ ขนาดพอรู้ระแคะระคายมาบ้างแล้ว แต่เมื่อเกิดขึ้นจริง ๆ ผมก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้ ผมโตมากพอที่จะไม่เสียน้ำตาในเรื่องนี้ แต่จะไม่ให้รู้สึกเสียใจเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่จะไม่ยอมอยู่กับความรู้สึกนี้นานเท่านั้นเอง


ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ พร้อมระลึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบให้เกิดเป็นขวัญเรือนขึ้นเมื่อ 49 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ผู้คิดริเริ่มต้นจัดทำ ทีมงานทั้งหมดในยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน การงานที่ทำอย่างต่อเนื่องมาทุกปักษ์ไม่เคยขาดหาย ทำหน้าที่มอบสาระและบันเทิงให้กับคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะในเมืองใหญ่ ในชนบท หรือดินแดนที่แสนไกล


ผมรู้จักขวัญเรือนมาตั้งแต่เริ่มอ่านหนังสือแล้ว แต่ไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสได้มาเขียนคอลัมน์ในขวัญเรือน เพราะดูเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน ถึงแม้ผมจะเคยเขียนหนังสือมาบ้าง แต่พูดได้ว่าขวัญเรือนเป็นแห่งแรกที่เปิดโอกาสให้ผมได้เรียนรู้และทำงานเขียนคอลัมน์ในรูปแบบนี้ เรื่องแรกของคอลัมน์ ‘ริมรั้วหัวใจ’ ได้รับการตีพิมพ์ในฉบับปักษ์แรกเดือนเมษายน 2545 และใช้ชื่อคอลัมน์นี้ต่อเนื่องมายาวนาน เพิ่งเปลี่ยนชื่อคอลัมน์เป็น ‘ใต้แสงจันทร์ฉาย’ เมื่อไม่นานมานี้


นับตั้งแต่เริ่มส่งต้นฉบับครั้งแรกจนกระทั่งถึงวันนี้ ผมยังไม่เคยไปที่สำนักงานนิตยสารขวัญเรือนเลยแม้สักครั้ง ทุกปักษ์ผมจะได้รับนิตยสารขวัญเรือนและค่าต้นฉบับโอนเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาด ผมไม่เคยนับดูว่าในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมานั้น ผมได้รับเงินค่าต้นฉบับรวมแล้วเป็นเงินเท่าไร เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ ขวัญเรือนได้ให้โอกาสผมซึ่งเป็นนักเขียนที่ล้มเหลวคนหนึ่งได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ทำให้มีพื้นที่สร้างสรรค์งานในหน้านิตยสารที่ทรงคุณค่าเป็นที่นิยมแพร่หลาย


แม้ใครบางคนอาจจะมองว่างานที่ผมเขียนเป็นเพียงบทความชิ้นเล็ก ๆ เท่านั้น แต่สำหรับผมแล้ว 15 ปีที่ได้เขียนคอลัมน์อยู่ตรงนี้ส่งผลต่อชีวิตของผมอย่างมาก ไม่เกินจริงเลยหากจะกล่าวว่าถ้าขวัญเรือนไม่เปิดโอกาสให้ก็อาจจะไม่มีนักเขียนชื่อ โดม วุฒิชัย ยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นได้

 

ก่อนหน้าที่ผมจะมาเขียนคอลัมน์ประจำในขวัญเรือน ผมเคยเขียนงานประเภทคอลัมน์ใน ‘เนชั่นสุดสัปดาห์’ มาบ้างแต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ครบขวบปี ขวัญเรือนให้อิสระผมได้เขียนในสิ่งที่ปรารถนาจะเขียน และดูแลอย่างดีเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เพราะการเขียนคอลัมน์ในขวัญเรือนนี้เองที่ทำให้ผมค่อย ๆ ค้นพบว่าตัวเองสามารถเขียนอะไรได้บ้าง

 

ขวัญเรือนทำให้ผมเป็นที่รู้จักของนักอ่านและคอยติดตามผลงานตลอดมา การเขียนคอลัมน์ประจำทำให้ผมมีวินัยที่จะต้องเขียนต้นฉบับส่งทุกปักษ์ และประการสำคัญทำให้ผมได้ทำงานที่รักนั่นคือการเขียนหนังสือ

การเขียนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทำให้เกิดเป็นการงาน และการงานที่เราทำอยู่เป็นประจำนี้ก็คือครูที่แท้จริงของเรานั่นเอง การที่เราจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเราไม่ใช่แค่คิดเอาเอง แต่เราต้องลงมือทำและสร้างขึ้นมา


ที่ผ่านมาการเขียนคอลัมน์ประจำที่ขวัญเรือนไม่ใช่แค่ทำให้ผมมีงานทำเท่านั้น แต่ยังทำให้ผมได้อ่านเรื่องราวต่าง ๆ ของนักเขียนท่านอื่นในเล่มว่าเขาเขียนอะไรกันบ้าง การได้อ่านและการได้เขียนหนังสืออยู่เป็นประจำทำให้เกิดมีพลังความคิดที่จะเขียนงานประเภทอื่นต่อไป การเขียนคอลัมน์ประจำทำให้ผมได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ


สิ่งเหล่านี้ที่ทำให้ผมคิดว่าขวัญเรือนได้ให้อะไรกับผมมากมายนอกเหนือไปจากค่าต้นฉบับ เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจเลยที่ผมจะรักและยกย่องขวัญเรือนว่ามีส่วนสำคัญในชีวิตการเป็นคนเขียนหนังสือของผม


ปีนี้ขวัญเรือนมีอายุครบรอบ 49 ปี ซึ่งนับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ในช่วงเวลาที่ผ่านมาขวัญเรือนไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตผมคนเดียวเท่านั้น แต่ขวัญเรือนยังทำหน้าที่ให้สาระบันเทิงในครอบครัวคนทั่วประเทศ ประการสำคัญได้ปลูกฝังการรักการอ่านให้เกิดขึ้นในแต่ละครอบครัวอย่างเงียบ ๆ และยาวนาน

ผมเคยพบกับแฟนหนังสือจำนวนไม่น้อยที่บอกผมว่า ที่บ้านอ่านขวัญเรือนมาตั้งแต่รุ่นแม่และต่อมายังรุ่นลูก นั่นหมายถึงขวัญเรือนปรับตัวเองให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ

เพราะฉะนั้นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และจากไปของขวัญเรือนบนแผงหนังสือ จึงแตกต่างจากการเกิดดับของสิ่งอื่น ๆ เพราะขวัญเรือนไม่ได้จากไปอย่างสูญเปล่า แต่ได้ทิ้งเมล็ดพันธุ์การรักการอ่านไว้ตามบ้านแต่ละหลัง ไม่ว่าจะเป็นในคอนโดฯหรู ทาวน์เฮ้าส์ ร้านทำผม ร้านตัดเสื้อ ห้องสมุดโรงเรียนในป่าดงดอย ขวัญเรือนก็เข้าไปถึงในทุกหนแห่ง และจากรุ่นต่อรุ่นส่งต่อกันไป


ต่อไปนี้เราจะไม่ได้พบกันในทุกปักษ์เหมือนแต่ก่อนที่เคยมา ผมบอกตัวเองว่าไม่ใช่เรื่องควรจะเศร้าโศกเมื่อการจากลามาถึง สรรพสิ่งในโลกล้วนมีวาระในตัวเอง และมีหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งขวัญเรือนได้ทำหน้าที่ของนิตยสารเล่มหนึ่งด้วยความสง่างามมาอย่างยาวนาน และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมืองไทยได้อย่างกลมกลืน ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องเสียดายหรือเสียใจเมื่อมาถึงวันนี้


สำหรับตัวผมเองนั้น แม้จะไม่มีนิตยสารขวัญเรือนแล้ว ผมก็ยังจะเขียนหนังสือต่อไป ซึ่งผมอยากบอกว่า ผลพวงจากการเขียนคอลัมน์อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 15 ปี ทำให้ผมเกิดทักษะในการคิดและการเขียน ถึงแม้ผมจะไปเขียนงานประเภทนิยายหรือสารคดีในวันหน้าก็ตาม แต่ผมจะไม่มีวันลืมว่าการเขียนคอลัมน์ที่ขวัญเรือนแห่งนี้คือพลังสะสมของผม


เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ผมมีหนังสือนิยายเรื่อง บุหลันดั้นเมฆ ออกมา 1 เล่ม ซึ่งผมอยากจะบอกว่า 15 ปีที่ผ่านมาถ้าผมไม่ได้เขียนอะไรเลย แล้วจู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาเขียนนิยาย ก็อาจเป็นเรื่องยากที่จะสำเร็จลงได้


ขอบคุณขวัญเรือนที่ได้สร้างหลายสิ่งหลายอย่างไว้บนถนนหนังสือและโลกใบนี้ เมื่อขวัญเรือนจบลงอาจเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ของใครอีกหลาย ๆ คน แน่นอนว่าสิ่งที่ขวัญเรือนเคยสร้างสรรค์ไว้นั้นไม่ได้จบลงตามไปด้วย แต่กำลังเติบโตและดำเนินไปตามวิถี


ถึงแม้จะรู้และเข้าใจดีว่าเป็นสัจธรรม แต่ก็ยากที่จะหักห้ามความเสียใจได้
ด้วยรักและขอบคุณ
โดม วุฒิชัย


อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.