
-
Pages
-
ค้นหา
-
แฟ้มข้อมูล
- July 2010
- June 2010
- March 2010
- December 2009
- November 2009
- October 2009
- September 2009
- August 2009
- July 2009
- June 2009
- May 2009
- April 2009
- March 2009
- February 2009
- January 2009
- November 2008
- October 2008
- August 2008
- July 2008
- June 2008
- May 2008
- April 2008
- March 2008
- February 2008
- January 2008
- December 2007
- November 2007
- October 2007
- September 2007
- August 2007
- July 2007
- June 2007
- May 2007
- April 2007
- March 2007
-
Categories
-
Meta
21-27 เมษายนนี้ เป็นสัปดาห์ปิดทีวี ต้นตำรับความคิดคือองค์กรเอกชนไม่หวังผลกำไรชื่อ TV-Free America ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1994 เพื่อรณรงค์ให้ชาวอเมริกันลดการดูทีวีลงบ้าง สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อร่างกาย จิตใจ และทำให้สายสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและชุมชนเข้มแข็งขึ้น
เมื่อบอกว่าต้องปิดทีวีเป็นสัปดาห์ หลายคนก็คงตั้งคำถามว่า ปิดวันเดียวไม่ได้หรือ ทาง TV-Free America จึงเตรียมเหตุผลอันกระจ่างใจว่า
การปิดทีวีเต็ม 7 วันจะช่วยให้เรารู้ว่าการใช้ชีวิตโดยปราศจากทีวีนั้นไม่ได้เป็นเรื่องทุกข์ทรมาน และจะเป็นเรื่องสนุกด้วยซ้ำ การ “อด” ทีวีหลายๆ วันจะช่วยให้มีเวลามากพอที่จะพัฒนานิสัยใหม่ๆได้ ขณะที่การปิดเพียงวันเดียวจะให้ผลน้อยเกินไป จนบางครั้งไม่ได้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากวิถีเดิมเลย ซึ่งนั้นหมายถึงจะไม่ได้ตระหนักรู้สิ่งใหม่ด้วย
เป้าหมายของการรณรงค์ให้ปิดทีวีนั้น เขาบอกไม่ได้เป็นการปิดเพื่อตัดสินคุณภาพของรายการทีวี แต่แค่ทำให้เรารู้จักเลือกให้เป็น และมุ่งไปที่การสร้างสรรค์ ค้นพบ ร่วมมือ และลงมือทำ
ฉันเองเป็นพวกหนึ่งที่ “ติด” การกดปุ่มทีวี ไม่ได้ติดทีวี แต่เป็นอะไรไม่รู้ขอให้ได้กด ๆ รีโมทไว้ก่อน แล้วก็บ่นว่าไม่เห็นจะมีอะไรดูเลย จากนั้นทีวีก็กลายมาดูเราแทน เพราะคนกดรีโมทนอนอ่านหนังสือ และหลับไปพร้อมหนังสือเสมอ พักหลังเริ่มตระหนักถึงปัญหาพลังงาน ถ้าไม่มีอะไรดูก็ปิดทีวีไปเลย
ปัญหาหนึ่งของคนที่ติดทีวีคือ ไม่รู้จะทำอะไร ยิ่งถ้าอยู่ในห้องแคบๆ จำพวกหอพัก อพาร์ตเมนท์แล้ว เลิกงานกลับเข้าห้องก็เจอทีวีนี่แหละที่เป็นเหมือนคนในครอบครัว ตอนเช้าตื่นมาก็ขอดูหน้าพี่สรยุทธ์ ฟังแกเล่าข่าวหน่อย กลับมาตอนค่ำก็ขออัพเดทข่าวบันเทิง ตั้งหน้าตั้งตารอนารินกับคาวีปะทะคารม เพื่อพรุ่งนี้จะได้ไปเมาธ์กับเพื่อนได้ ทำแบบนี้บ่อย ๆ เลยกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน
เวลามีการรณรงค์ให้ปิดทีวีตั้งหนึ่งสัปดาห์ จึงรู้สึกแปลกๆ ปฏิเสธไว้ก่อนว่าทำไม่ได้แน่ แต่พอคิดย้อนไปหลายต่อหลายครั้งในชีวิตที่ไม่ได้ดูทีวีหลายวันติดต่อกัน บางครั้งมากกว่าสัปดาห์ อาทิ ตอนไปออกค่าย ไปปฏิบัติธรรม ตอนเดินทาง อดดูทีวีก็ไม่ได้รู้สึกหิวเหมือนอดข้าวนี่ แถมยังรู้สึกดีด้วยที่มีเวลาทำอะไรตั้งเยอะแยะ
ถ้าคิดว่า 7 วัน คือช่วงเวลาของการทดลองทำอะไรแปลกใหม่ในชีวิต ฉันว่ามันก็น่าสนุก วางแผนว่าเราอยากทำอะไรบ้าง ในช่วงเวลาที่เคยติดอยู่หน้าจอทีวี และถ้ายังคิดไม่ออก ขอนำเสนอตัวอย่างดังต่อไปนี้
ต่อจิ๊กซอร์กับเพื่อนหรือคนในครอบครัว , เขียนจดหมาย โปสการ์ดถึงเพื่อนหรือคนรู้จัก ,เขียนไดอารี่หรือทำสมุดบันทึกการเดินทาง ,ไปพิพิธภัณฑ์ ตอนนี้น่าไปมากๆ คือมิวเซียมสยาม ,ไปสวนสาธารณะออกกำลังกาย ,เก็บเสื้อผ้าในตู้ ตัวไหนไม่ใช้แล้วก็เอาไปบริจาค , ทำกับข้าวแล้วเอาไปแจกเพื่อนบ้าน , เรียนภาษาใหม่ๆ ที่อยากเรียนมานานแล้ว , อ่านหนังสือให้เด็กตาบอดฟัง จะไปเองที่โรงเรียนหรืออัดใส่เอ็มพี 3 ก็ได้ ฯลฯ
ลิสท์รายการแล้ว มีอะไรอีกเยอะเลยเนอะที่เราอยากทำ
“ปิดทีวี เปิดชีวิต “คำขวัญรณรงค์ของปีนี้ถูกใจจริงๆ
ใครสนใจอยากรู้เรื่องสัปดาห์รณรงค์ปิดทีวีต่อ เข้าไปดูและไปร่วมลงชื่อได้ที่ www.wechange555.com
สาว ๆ กับเต้นท์กลางป่า
ถ้าตามอ่านขวัญเรือนเป็นประจำจะเห็นว่าช่วงนี้เราพาเที่ยวแบบชนิดเล่มต่อเล่มกันเลยทีเดียว…มีหลายเสียงบอกอิจฉาจังวุ๊ยเที่ยวกันไม่หยุด อืม จริง ๆ การออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง แม้จะไปทำงานก็เถอะมันก็ต้องดีกว่านั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศอยู่แล้ว แต่การเดินทางแบบ 2-3 ทริปติดกันแบบไม่หยุดนี่ก็ดูดพลังพวกเราไปเยอะทีเดียวแหละ…ที่สำคัญคราวนี้สาว ๆ ไม่ได้ไปแบบสวย ๆ ชิว ๆ ซะด้วยสิคะ กิจกรรมแอดเวนเจอร์ทั้งหลายเราเหมากันหมด ทั้งปีนเขา เข้าถ้ำ เดินป่า (ไปกลับ 8 กิโลไม่รวมบันไดที่ต้องไต่อีก 700 กว่าขั้นนะค้า)ขี่ม้า ล่องแก่ง นอนเต้นท์กลางป่า…แต่สนุกค่ะสนุก…แม้ว่ากลับมาจะได้รอยดูดเลือดที่คุณทากทิ้งไว้ให้เป็นที่ระลึก เสื้อผ้าที่ต้องซักกองโต(คือกลับมาก็กองของเก่าไว้แล้วยัดชุดใหม่ใส่ลงเป้ไปอีก แบบไม่มีเวลาซักเลยค่ะ) แต่เราก็ยังได้เรื่องเล่าสนุกมันฮาเป็นกับแกล้มมื้ออาหารอีกหลายวัน…แล้วที่ชอบสุดก็คือ ประโยคหนึ่งที่พี่สาวในทีมเอ่ยขึ้นมาว่า “แสดงว่าพวกเรายังฟิตและเฟิร์มกันอยู่ว่ะ” ฮ่าฮ่า…ลองวีคเอนด์ที่จะถึงนี้ ลองไปเที่ยวแบบลุย ๆ พิสูจน์ความฟิตของตัวเองกันดูบ้างก็น่าสนุกดีนะคะ…แล้วอย่าลืมแวะมาเล่าให้ฟังกันบ้างล่ะ
เดิน เดิน
![]()
![]()
สาว ๆ บ้านไร่
เดินป่าค่ะเหนื่อยใช้ได้เลย สังเกตุว่าหน้าซีดมาก
มุด ๆ (ขอบอกว่าเจ็บเข่าม้าก)
โผล่มาแล้ว
รางวัลแห่งความเหนื่อยยาก
แวะไปงานสัปดาห์หนังสือ ฯ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เจอโครงการน่ารักชื่อ Book Barter คือการเอาหนังสือมาแลกกันอ่าน คนหนึ่งสามารถนำหนังสือไปแลกได้วันละไม่เกิน 3 เล่ม โดยเขียนแนะนำหนังสือ หรือความรู้สึกของตัวเองต่อหนังสือเล่มนั้นๆ ไว้ด้วย จุดนี้แหละที่ว่าน่ารัก เพราะถ้าเอาหนังสือมาแลกไว้เฉยๆ ก็เหมือนเวลาเราไปยืมหนังสือห้องสมุด เแต่ถ้ามีความรู้สึกของอดีตเจ้าของบันทึกไว้ด้วย กลับทำให้รู้สึกอยากอ่านขึ้นมากกว่าเดิม ทั้งๆ ที่หนังสือบางเล่มไม่เคยอยู่ในความสนใจเลย
พูดเรื่องหนังสือแล้วนึกถึงหนังเรื่อง Jane Austen Book Club เป็นหนังที่พูดถึงหนังสือและความสัมพันธ์อย่างคมคาย พวกฝรั่งเขาจะมีบุ๊คคลับที่นัดกันมาพูดคุยเรื่องหนังสือ คลับนี้รวมพลคนรักเจน ออสเตน มีหญิง 5 ชาย 1 แต่หนึ่งหนุ่มนั้นไม่เคยอ่านงานของเจนมาก่อน แต่เขาขอเข้ามาในคลับด้วย เพราะแอบชอบสาวคนหนึ่งในกลุ่ม ฉันเองก็ไม่ได้เป็นแฟน เจน ออนเตน เท่าไหร่ เคยดูแต่หนังที่สร้างจากงานเขียนเธอ อย่าง Sense &Sensibility แต่ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็ได้รู้จักงานเขียนของเธอเพิ่มมากขึ้น จากการสนทนาของตัวละครนั่นแหละ และทำให้อยากอ่าน
ถ้าไปงานสัปดาห์หนังสืออีก กะว่าจะเอาหนังสือไปแลก อยากรู้เหมือนกันว่า ใครกันหนอที่จะหยิบหนังสือเรากลับไปบ้านด้วย
ปล.ที่ขวัญเรือนก็มีกิจกรรมแลกเหมือนกัน แต่เป็นแลกกันดูซีรี่สเกาหลี ญี่ปุ่น ช่วงนี้ได้รับอภินันทนาการจากพี่อ้อย นักวาดภาพประกอบประจำคอลัมน์เด็กเป็นหลักค่ะ
ทุกครั้งถ้ามีโอกาสไปฉะเชิงเทรา ฉันมักขอแวะซื้อขนมที่ร้านตั้งเซ่งจั้ว เพราะติดใจรสชาตินุ่มหวานกำลังดีของขนมบัวหิมะ
ขนมที่ชื่อชวนนึกถึงหนังกำลังภายใน กินเข้าไปแล้วสงสัยเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์แน่
ขนมร้านนี้มีขายเฉพาะที่ คือฉะเชิงเทรา และร้านโกลเดนเพลส อยากกินต้องขวนขวายมาก
แต่ฉันชอบ เพราะถ้าหากินง่ายๆ ก็ไม่ใช่บัวหิมะน่ะสิ (ในหนังจีนต้องเดินทางขึ้นยอดเขาหิมะโน่น)
ครั้งล่าสุดนอกจากซื้อขนมแล้ว ฉันยังได้หนังสือการ์ตูนมาอีกเล่ม
ชื่อเรื่อง จิ๊กซอที่หายไป ความพิเศษคือเป็นการ์ตูนที่เขียนเรื่องและวาดโดยคนรุ่นหลาน ของผู้ก่อตั้งร้าน ตั้งเซ่งจั้ว
เล่าเรื่องชายหนุ่มที่เดินทางย้อนเวลาไปเมืองจีนเมื่อสมัยปี 2475 และได้พบกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่มีความฝัน
สุดท้ายเขาก็ได้พบกับคำสองคำที่มาต่อเติมจิ๊กซอชีวิตให้เต็ม
ซึ่งมันถูกบรรจุในซองสีแดงติดไว้ในปกหลังของหนังสือการ์ตูนด้วย
สิ่งสำคัญที่ทำให้ชอบการ์ตูนเล่มนี้ เพราะคนเขียนเรื่องบอกว่า การค้นหาอดีตของครอบครัว ก่อให้เกิดความผูกพันของลูกหลาน
และทำให้ได้รู้อีกว่ามีอีกหลายบ้านที่ชอบเล่านิทานเรื่องจริงให้คนรุ่นหลังฟัง
เพราะการ์ตูนทำให้ลูกชายนั่งคุยกับป๊ะป๋า แล้วป๊ะป๋าก็เล่าเรื่องอากงให้ฟัง
พี่ชายกับน้องสาวได้ทำงานร่วมกัน คนหนึ่งเขียนเรื่อง คนหนึ่งวาดรูป
ร้านตั้งเซ่งจั้วทำให้ฉันนึกถึงร้านขนม ร้านบะหมี่ในญี่ปุ่น ที่มีการสืบทอดกิจการรุ่นต่อรุ่น
แม้เป็นร้านเล็กๆ แต่กลับมีคนดั้นด้นไปกิน ต่อแถวยาวเหยียด
เป็นการยืนยันคำพูดที่ว่า ถ้าเราใส่ความตั้งใจและความรัก ลงไปในงานที่ทำ คนก็จะเห็นคุณค่ามันเอง
ส่วนคำสองคำที่คนรุ่นลูกหลานร้านตั้งเซ่งจั้วได้รับมาจากบรรพบุรุษที่โล้สำเภาจากซัวเถามาหาชีวิตใหม่ในเมืองไทย
คือ คำว่า เยิ่น และ โม่ง ซึ่งแปลว่า อดทน และ ความฝัน
สำหรับฉันรู้สึกว่าในหัวจะมีแต่คำว่า โม่ง มากกว่า เยิ่น
แล้วคุณล่ะ นึกถึงคำไหนมากกว่ากัน