ความมีมิตรภาพที่ดี มีน้ำจิตน้ำใจต่อกันนั้นบางครั้งก็เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ด้วยใจนะคะ…แล้วถ้ามาในเวลาที่เหมาะสม หรือเรากำลังต้องการด้วยแล้ว มันยิ่งซึ้งใจสุด ๆ
เล่าแล้วใช่ไหมคะว่าพวกเราได้มีโอกาสไปนอนค้างที่โฮมสเตย์บ้านคลองเรือ…และก็โชคดีมากที่เราได้ไปอยู่บ้านกาแฟ(ชื่อเรียกที่รู้กันของบ้านพี่แจ่ม)ของหมู่บ้านนี้ นอกจากพี่แจ่มและภรรยาเป็นคนบ้านเดียวกับเราแล้ว สำหรับคนชอบดื่มกาแฟอะไรจะดีไปกว่านี้อีกล่ะคะ…เราได้นอนอยู่ในบ้านที่รายล้อมด้วยต้นกาแฟที่มีลูกโตสีแดงสดนับร้อยนับพันต้น ได้คุยเรื่องประสบการณ์การทำกาแฟของเจ้าบ้าน ได้เห็นประดิษฐ์กรรมเครื่องคั่วกาแฟที่คิดเองทำเองของที่นี่(เพื่อไม่ให้เมล็ดกาแฟที่คั่วกระเทาะเสียจากการคั่วด้วยการใช้กะทะแบบเดิม พี่แจ่มเลยใช้วิธีนำโอ่งเล็ก ๆ มาเชื่อมกับเหล็ก ทำเป็นด้ามหมุน เวลาคั่วก็ก่อเตาไฟ แล้วนำโอ่งขึ้นตั้งหมุน ๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง กาแฟก็จะสุกทั่วกันโดยเมล็ดยังสวยอยู่)และแฮ่ม แฮ่ม…ได้ดื่มกาแฟสดฝีมือเจ้าบ้านในแก้วที่พี่แจ่มอุตสาห์ตัดกระบอกไม้ไผ่เกลาให้ซะสวยเช้ง…งาน primitive art ชัด ๆ เลยนะคะนี่
แก้วฝีมือพี่แจ่ม
กาต้มแบบนี้พี่แจ่มบอกว่าต้มได้รสชาติดีที่สุด กากกาแฟจากการต้มไม่สามารถใช้ซ้ำได้อีก เพราะจะจืดหมดแล้ว
กาแฟอร่อยมาจากครัวนี้แหละค่ะ
เช้าวันที่อากาศฉ่ำเย็น กลิ่นกาแฟที่พี่เขาต้มจากหม้อต้มในครัวหอมฟุ้งไปทั่วบ้านเลยค่ะ พอมารินใส่แก้วกระบอกไม้ไผ่จิบแบบละเลียด…มีความสุขจริงจริ๊ง เจ้าบ้านกระตือรือร้น ตั้งอกตั้งใจต้มให้อย่างที่เห็นท่าแล้วยังไงก็ต้องอร่อยแน่ค่ะ…บันทึกไว้แล้วว่าเป็นกาแฟที่อร่อยที่สุดอีกแก้วหนึ่งที่ได้ดื่มเลยทีเดียว….ว่าแล้วก็นึกได้ว่าเราเคยประทับใจกับกาแฟมาก่อนหน้านี้แล้วเหมือนกันนี่น้า…
ต้มน้ำชงกาแฟ
แก้วกาแฟสลักชื่อ
กาแฟวันนั้นไม่หอมหวานมันอย่างครั้งนี้หรอกค่ะ เพราะเป็นกาแฟเพียว ๆ เหยาะวอดก้ารสเข้ม จำได้ว่าดื่มอึกเดียววาบไปทั้งตัว…แต่วันนั้นเรากลับกระตือรือร้นที่จะดื่มต่อ แถมยังประทับใจสุด ๆ ก็ลองนึกภาพคนขี่เลื่อนเทียมกวางฝ่าหิมะหนาเป็นเมตรนานเป็นชั่วโมงดูสิคะ หนาวจนไม่รู้จะหนาวยังไงแล้ว พอถึงที่หมายมีกาแฟควันฉุยในแก้วไม้เกลา(ไม่ใช่ไม้ไผ่)ที่สลักชื่อเรายื่นให้ ส่วนคนยื่นก็ยิ้มกว้าง หน้าแดงก่ำ พลางตบหลังไหล่(ประมาณว่ารอดมาได้นะ) รอต้อนรับอยู่…มันอุ่นทั้งมือ ทั้งท้อง และทั้งใจจริง ๆ นะ…
คุณว่ากาแฟทั้งสองแก้วนี้อร่อยเพราะอะไรล่ะ…