เขียนโดย nanong @ 12:01 pm
Shelved under Uncategorized

              ในวันที่อากาศออกจะดูอึมครึม ๆ เราได้ต้อนรับการมาของใครคนหนึ่งที่เป็นขวัญใจของชาวขวัญเรือน  ลุงอุ้ยอ้ายผู้ที่หล่อตลอดกาลของเรานั่นเอง ด้วยความที่คุ้นเคยและผูกพันกันมานาน ลุงอุ้ยอ้ายเปรียบเสมือนคนในครอบครัวของเรา เจอกันตรงไหนไม่สนใจเป็นต้องวิ่งเข้าใส่ไปกอดพุงกลม ๆ กันอยู่เสมอ วันดีคืนดีว่างตรงกันเราก็จะนัดกันกินข้าว นั่งพูดคุยกันที่ร้านน่านั่งที่ไหนสักแห่ง แต่หนนี้ยุคประหยัดงานนี้ก็เลยนัดกันมาทักทายที่ออฟฟิศ พร้อมกับมื้ออร่อยที่ออกจะเรียบง่ายสุด ๆ อย่าง ข้าวต้มกุ๊ย อีกหนึ่งเมนูเด็ดของชาวขวัญเรือนที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงบ่ายสามโมง (เวลาของท้อง ที่ร้องว่ากำลังหิวพอดี) วันนั้นเราก็เลยได้รับเกียรติจากลุงร่วมอร่อยกับข้าวต้มกุ๊ย ไข่เค็ม ผัดผักบุ้ง ปลาข้าวสารทอด เกี้ยมฉ่ายกระป๋อง ผัดยอดมะระ อร่อย…เป็นพิเศษ ข้าวต้มมื้อนั้นรสชาติว่าดีแล้ว บรรยากาศในวงข้าวต้มกุ๊ยวันนั้นดีกว่ารสชาติของข้าวต้มมากนัก

         ลุงอุ้ยอ้ายแวะเวียนมาหนนี้ ดูหุ่นดีกว่าเดิม เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างดูแลเรื่องของสุขภาพตัวเอง และมักจะมีเคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลหุ่นมาบอกพวกเราเสมอ เวลาเราถามว่าจะหล่อไปถึงไหน คำตอบที่ได้ยินมักมีเสียงหัวเรา ฮิ ฮิ ฮิ นำหน้ามาก่อนเสมอ ความอารมณ์ดีของลุงอุ้ยอ้าย ทำให้คนรอบข้างยิ้มได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นพูดคุยทักทายกันทางโทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งบนซองงานต้นฉบับของลุงอุ้ยอ้ายก็มักจะมีคำที่ทำให้เรายิ้มได้และหายเครียดอยู่บ่อย ๆ

          

         ครั้งหนึ่งเราเคยมีโอกาสได้รับเกียรติจากลุงอุ้ยอ้ายมาทำหน้าที่สอนเราวาดรูปสีน้ำอยู่พักใหญ่ แต่ท้ายที่สุดแล้วลุงก็บอกว่าอย่าไปบอกใครนะว่าพวกเองเป็นลูกศิษย์ข้า ….อายเขาว่ะ เพราะสมาชิกในกลุ่มนี้แต่ละคนสอนไปแล้วดู ๆ มันได้ดี(ดั่งใจแก)กันเหลือเกิ๊น ทุกวันนี้เราก็เลยได้แต่แอบเป็นศิษย์หลังห้องกัน  ดูจากฝีมือแล้ว เกรงใจที่จะไปบอกใครว่าเป็นลูกศิษย์ของลุง(จริง ๆ นั่นแหละ)  อีกเรื่องที่เป็นความน่ารักของลุงอุ้ยอ้ายเวลาถึงวันครูของทุกปี ลูกศิษย์ที่ไม่ได้เรื่องอย่างเรา ๆ มักจะได้รับโทรศัพท์จากลุงอุ้ยอ้ายโทรมาทักทายลูกศิษย์ในวันครูก่อนเสมอ

เฮ้ย…พวกเอ็งรู้ใช่ไหม วันนี้วันครู ….(ฮา) 

รู้หรือไม่รู้… ที่รู้แน่ ๆ พวกเราทุกคนรักลุงอุ้ยอ้าย หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า(อา)จารย์…ชัวร์

เจอ’จารย์ทีไรมีความสุขทุ๊กทีไป…

เขียนโดย Piya @ 11:32 am
Shelved under Uncategorized

ช่วงนี้เปิดดูข่าวทางทีวี ฟังวิทยุแล้วรู้สึกว่าบรรยากาศบ้านเมืองเราหดหู่พิกล…พอมาบวกเข้ากับฟ้ามัว ๆ ไร้แดดยามนี้ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจเข้าไปใหญ่(เคยอ่านสารคดีไหมคะที่คนเมืองหนาวจัด ๆ เขาต้องบำบัดอาการซึมเศร้าเพราะขาดแดดด้วยการเข้าอยู่ในห้องแสงน่ะ)…อยากให้บรรยกาศดี ๆ กลับคืนมาไว ๆ จัง แล้วขอบอกว่าเรื่องนี้มันสำคัญจริง ๆ นะคะ…มีประสบการณ์จะเล่าให้ฟัง

 dsc06545.jpgวิวยามเช้าอากาศกำลังเย็นสบาย มีหมอกโรยคลุมทั่วไปหมด

dsc06546.jpgคนตื่นมาออกกำลังกาย ขายของ ทำโน่นนี่กันแล้ว

            เป็นทริปที่แพ็คกระเป๋าไปเซียงไฮ้กับน้องสาวอีก 3 คน…แล้วพี่น้องบ้านนี้เวลาไปเที่ยวไหนก็แน่นอนว่าไม่ใช่ทริปไฮโซ นอกจากห้องนอนรวม ห้องน้ำรวมในเกร์สเฮ้าส์แล้ว อาหารการกินก็ยังเป็นแบบริมถนนอย่างที่เซียงไฮ้ชนเขากินกันนั่นแหละค่ะ เช้าขึ้นมาพี่น้องก็จะไปเที่ยวเดินวน ๆ สำรวจว่ามีจุดขายอาหารที่ไหน หรือคนเขานิยมกินอะไรกันบ้างในตอนเช้า …เพราะฉะนั้นบางวันเราก็เลยไปเข้าแถวซื้อซาลาเปาไส้หมูลูกเบ้งมากินกับกาแฟ(วันแรกเจอคาปูชิโนน่าหน้าตาแปลก แถมรสชาติก็ประหลาดสุดเหมือนกินน้ำเต้าหู้ซะอย่างนั้น วันหลังเลยต้องมาลงเอยกันที่กาแฟร้อนในร้านสะดวกซื้อ) บางวันก็เป็นอาหารที่หน้าตาคล้ายโรตีแต่ใส่ผัก มีน้ำจิ้มเปรี้ยวเผ็ดราด บางวันก็เป็นเกี้ยวไส้ผัก ไส้หมู…วันไหนเจอเจ้าของร้านใจดี พูดคุยกันถูกใจก็ได้แถมเยอะหน่อย(โชคดีว่าน้องสาวคนหนึ่งพูดจีนแบบสื่อสารได้ เลยเป็นปากแทนพี่ ๆที่ได้แต่ไท้กั๋ว-คนไทยค่ะไปวัน ๆ )…การเนียนๆ ไปกับชาวบ้านชาวเมืองเขานี่มันได้บรรยกาศฮา ๆ สนุก ๆ ดีค่ะ เพราะพวกเรามีเรื่องหัวเราะกันได้ทุกเช้าสิน่า แต่ถึงอย่างนั้นอาหารที่ซื้อก็ยังไม่โดนสักวัน…ถ้าไม่มันเยิ้มเกินไป ก็เลี่ยนเกินไป เค็มเกินไป แปลกเกินไป เรียกว่าไม่ถูกรสนิยมพี่น้องบ้านนี้เท่าไหร่…แต่เชื่อไหมคะว่าพอกลับมาบ้านใครถามว่าประทับใจอะไรในเซียงไฮ้ พวกเราพี่น้องกับเห็นพ้องว่ามื้อเช้าของเรานี่ล่ะเป็นหนึ่งในสิ่งประทับใจ เพราะอะไรน่ะหรือคะ…บรรยากาศไงล่ะ

              เริ่มตั้งแต่บรรยากาศของการตื่นไปหาของกิน การพูดคุย ยิ้มแย้ม ต่อรอง ที่สำคัญที่สุดคือบรรยากาศในการรับประทาน…พวกเราพักอยู่ในเขตที่นักท่องเที่ยว  เรียกว่าเดอะบันค่ะ แถวนั้นมีตึกเก่าสวยสุด ๆ สถานทูตไทย แล้วก็ธนาคารกรุงเทพฯที่มีธงไทยโบกสะบัดโดดเด่นก็อยู่แถวนี้ ถ้าคุณไปกับคณะทัวร์ที่นี่ก็คืออีกจุดที่เขาจะต้องพามาชม แต่พวกเราเห็นอยู่ทุกวันเลยล่ะ…เช้าขึ้นมาหลังจากซื้ออาหารเช้าแล้วพวกเราก็จะหอบเดินมุดถนนข้ามไปอีกฝั่ง(มันเป็นสถานีรถไฟใต้ดิน แล้วก็เป็นทางเดินข้ามไปอีกฝั่งแบบสะดวก)ไปนั่งชมวิวตึกสวย หอไข่มุก แม่น้ำหวงผู่ แกล้มกาแฟร้อนกับอาหารที่ซื้อมา ถึงอาหารจะไม่อร่อย กาแฟจะไม่เริ่ด แต่วิวเราเยี่ยมยอดมาก…เป็นบรรยากาศของมื้อเช้าอันแสนสุขจริง ๆ ใช้เวลาอ้อยอิ่งกันเป็นชั่วโมงนั่นแหละค่ะ ถึงได้หยิบแผนที่มากาง มาขีดวง วางแผนว่าวันนี้จะไปตะลุยแถวไหนดีหลังจากเติมพลัง และตื่นกันอย่างเต็มตาแล้ว…เฮ้อ…ขณะที่นั่งเขียนอยู่นี่ก็ยังรู้สึกคิดถึงช่วงเวลานั้นอยู่เลยนะคะ

บรรยากาศดี ๆ มันช่วยให้อะไร ๆ ดีขึ้นได้จริง ๆ น้า….

dsc06807.jpgถ่ายจากห้องพักของเราค่ะ

pict1816.jpgแย่งกันซื้อกินอย่างนี้ทู้กวันค่ะ…ที่เห็นนี่หน้าตาคล้ายโรตีเนอะ พอเวลาซื้อเราจะต้องชี้บอกว่าเอาไส้อะไร มีกุ้ยช่าย แล้วหมูผัดกับอะไรไม่รู้ จากนั้นเขาก็จะเอาแผ่นแป้งมาแบ ๆ ทอดๆ  โป๊ะไส้ที่เลือกใส่ลงไป ป้ายน้ำจิ้ม…เสร็จ ถ้าจำไม่ผิด 2 หยวนค่ะ

pict1820.jpgได้อาหารแล้วก็มากินกันแถวนี้แหละค่ะ แล้วก็ถ่ายรูปกันทุกวัน วางแผนเดินทาง

เขียนโดย Piya @ 3:36 pm
Shelved under Uncategorized

img_3513.jpgพอได้ยินคำว่า “เรื่องเซอร์ไพรส์” คุณรู้สึกอย่างไรคะ…สำหรับเรามันให้ความรู้สึกตื่นเต้น  คึกคัก สนุก(แบบลุ้น ๆ ว่าจะสำเร็จไหมนี่) และมีความสุขทั้งคนทำเซอร์ไพรส์ และคนถูกเซอร์ไพรส์ด้วย…ชาวขวัญเรือนชอบทำเรื่องเซอร์ไพร์สไม่แพ้ใครค่ะ ก็ข้อดีมันเพียบซะขนาดนั้นใครจะอดใจไหว เมื่อไม่นานมานี้พวกเราก็วางแผนใหญ่กันอีกแล้ว

         เนื่องจากพี่ภัทร(ผู้อาวุโสรองจากป้าน้อย-คุณพนิดา)ของพวกเราจะครบรอบวันเกิด ซึ่งเหมือนเป็นธรรมเนียมว่าพวกเราจะต้องคิดเรื่องเซอร์ไพรส์ทุกปี แบบไม่ซ้ำด้วย บางปีก็นัดกันใส่เสื้อแดง แล้วออกมามอบกุหลาบให้คนละดอกจนเป็นหอบใหญ่ ฯลฯ ส่วนปีนี้เราแอบคิดล่วงหน้ากันเกือบสองอาทิตย์แน่ะค่ะ บางคนออกความเห็นขนาดว่าให้เอาเจ้าเข็มทองหมาตัวโปรดของพี่ภัทรยัดใส่กล่องไปรษณีย์แล้วจ่าหน้ากล่องถึง ดีนะถูกเบรคไปก่อน…คิด คิด คิด กันหัวจะแตก ของอย่างนี้มุกซ้ำได้ไง ในที่สุดก็สรุปกันได้ว่า วันนั้นเราจะใส่เสื้อสีชมพูกันทั้งหมด จากนั้นก็เขียนคำอวยพรบนลูกโป่งแล้วยัดใส่กล่องส่งถึงพี่ภัทร(ซึ่งก็ต้องแอบ ๆ ทยอยผลัดกันเข้าห้องแบบเนียน ๆ ไปเป่าลูกโป่งของใครของมันพร้อมเขียนอวยพร แล้วก็แอบออกมาแบบหน้าซื่อ ๆ ใส ๆ ไม่ให้พี่แกจับได้) แต่ทีเด็ดจะอยู่ที่พวกเราจะทำเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นพอเผลอเราก็จะแอบเอาอาหาร(ที่พวกเราทำกันมาคนละอย่าง โดยทุกคนต้องแอบมาลงชื่อรายการอาหารเพื่อจะได้ไม่ซ้ำกัน) ขนมเค้กออกมาจัดโต๊ะ…เซอร์ไพรส์!…แต่ช้าก่อน เรื่องเซอร์ไพรส์มันไม่เป็นตามแผนเสมอไปหรอกนะคะ…

      ก่อนถึงวันงานหนึ่งวันพี่ภัทรบังเอิญเห็นโพยรายการอาหารที่ลงชื่อโดยพวกเราซะก่อน…หลังจากเขกหัวไอ้น้องคนเก็บโพยแล้ว เราต้องเปลี่ยนแผนกันฉับพลัน…

    ถึงวันเกิดจริง… เรายังคงใส่สีชมพูกันมาเหมือนเดิม ทำเดินเฉยๆ มาเข้างาน ทำงานกันตามปกติ ส่วนพี่ภัทรก็มองดูน้องใส่สีชมพูเข้ามาทีละคนแบบยิ้ม ๆ (ประมาณมันเอาอีกแล้ว) วันนี้มีพัสดุกล่องเบ้งส่งถึงพี่ภัทร เห็นสีหน้าแล้วก็รู้ว่าพี่เขาตื่นเต้น ดีใจแค่ไหน พวกเราเข้ามาออรอดูพี่ภัทรแกะกล่อง (ลุ้นกันว่าลูกโป่งจะฟีบไหม)…ชอบจังค่ะ ลูกโป่งที่พวกเรามัดโยงกันออกมาจากกล่องเป็นสายเลย จากนั้นก็แฮปปี้เบิร์ดเดย์กันสนุกสนาน พี่ภัทรสั่งอาหารอร่อยมาเลี้ยงน้อง ๆ ด้วย…ขาดอะไรไปอย่างหนึ่งเอ่ย?…เมนูอาหารในโพยยังไม่ได้ทำใช่ไหมล่ะ    

img_3461.jpgพัสดุมาแล้ว…

img_3468.jpg

 img_3499.jpgลูกโป่งคำอวยพรจากน้อง ๆ

วันถัดมาวันนี้พวกเราทำตัวปกติม้าก…ก ไม่มีใครทำอะไรกระโตกกระตากทั้งสิ้น แต่เราขำมากเลยว่าพอทุกคนมาถึงจะต้องแอบเอาอาหารไปใส่ไว้ในตู้เย็น เพราะฉะนั้นตู้เย็นจึงแน่นเอี้ยดไปหมด แอบคุยกันว่าถ้าพี่ภัทรไปเปิดตู้เย็นเข้ามีหวังเจออาหารทะลักใส่แน่ แล้วก็จะต้องความแตก โชคดีที่พี่ภัทรไม่ไปใกล้ตู้เย็น พอถึงเวลาเหมาะ พวกเราแยกทีมทำงานกันอย่างกับภารกิจลับ ด้วยความเงียบ และเร็ว ทีมหนึ่งดึงตัวพี่ภัทรไปถ่วงเวลาไว้ ที่เหลือลงไปเตรียมอาหารกันวุ่น(อุ่นไมโครเวฟ,จัดจาน,ผสมเครื่องดื่ม ฯลฯ อารมณ์เหมือนอยู่ในรายการแข่งทำอาหารเลย) แล้วก็รีบลำเลียงขึ้นมาจัดที่โต๊ะในห้องทำงาน จากนั้นก็ดับไฟ ไปแอบกันอยู่ในห้องข่าว ทีมดึงตัวพาพี่ภัทรเข้ามาในห้อง พวกเราก็เดินร้องเพลงออกมาจากความมืด…สำเร็จ!…พี่ภัทรน้ำตาคลอ กอดพวกเราที่น้ำตาคลอพอกัน ปากก็บอกว่าอย่าทำอย่างนี้อีกนะหัวใจจะวาย…เซอร์ไพร์สครั้งนี้ของพวกเราใช้เวลาตั้ง 2 วันแน่ะ…แต่มันก็กลายเป็นเรื่องเล่าสุดสนุกของพวกเราไปอีกนาน…

img_3480.jpgหัวใจสีชมพู(ในวันแรก)ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้ว่าบ้าซีรีย์เกาหลีกันน่าดู…

img_3547.jpgโต๊ะอาหารในความมืด(ดับไฟเตรียมเซอร์ไพร์ส)

img_3572.jpgได้เวลาเอนจอยอีทติ้ง

img_3573.jpgแฮปปี้เอนดิ้งค่า…

ฉะนั้นใครที่ตอนนี้ชีวิตเรียบ ๆ เซ็ง ๆ อยู่ล่ะก็…ลุกขึ้นมาทำเรื่องเซอร์ไพรส์ดูสิคะ…สนุกจะตายไป

เขียนโดย trendy gal @ 2:55 pm
Shelved under Uncategorized

ขวัญเรือนฉบับที่กำลังวางแผงมีเรื่องเกาหลี ๆ มาให้อ่านอีกแล้วค่ะ ทั้งใน Look around และเซ็กชั่นบันเทิง ก็เลยมีเรื่องมาเล่าเพิ่มที่นี่ด้วย

- โคเรีย พลาซ่า ที่นี่มีข้อมูลเยอะดีค่ะ ทีมงานเราลองแย็บ ๆ กับเจ้าหน้าที่ว่าเคยไปเกาหลีมาบ้างรึยัง ไปแล้วชอบรึเปล่า เลยได้ข้อมูลมาว่า ที่นั่นอากาศดีมาก ดีขนาดที่สิวบนใบหน้าหายเกลี้ยงเลย…ใครจะไปเกาหลีเพื่อรักษาสิวก็ลองดูได้ค่ะ

- Korean Town ที่สุขุมวิท พลาซ่า ได้ข่าวว่าดารานักร้องเกาหลีก็เคยแวะมากินอาหารที่นี่เหมือนกัน พอดีว่าวันที่เราไป ไม่ได้ติดต่อไปล่วงหน้า ก็เลยต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ (กล้อง) กันนิดหน่อย…น้องช่างภาพบอกว่า นึกว่าเรามาเที่ยวต่างประเทศกันซะอีก (ดูไม่เหมือนอยู่ในเมืองไทยเลยสักนิด)

กิมจิในภาพที่ลงหนังสือ ไม่ได้ซื้อมาถ่ายประกอบคอลัมน์ แต่ตั้งใจซื้อมารับประทานกันเองค่ะ พวกเราชิมแล้วลงความเห็นว่าทั้งหอม ทั้งอร่อย แต่กิมจิแบบนี้ต้องรีบทานนะ (ทางร้านบอกว่า จะเก็บไว้ในตู้เย็นได้ไม่เกิน 7 วัน) เพราะพอหลังจากนั้นรสชาติจะเปลี่ยนไป เสียความอร่อยไปเลย

- อายุเกาหลี ในบทสัมภาษณ์ “น้องน่ารักเนอะ” เอ๊ย! ชอย ซีวอน มีตอนนึงที่เค้าถูกถามเรื่องอายุ และตอบมาว่า ถ้านับตามอายุเกาหลี เค้าอายุ 21 ปีแล้ว…งงสิคะ อายุเกาหลีคืออะไร มันต่างจากอายุคนไทยยังไงล่ะเนี่ย?

ลองค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตแล้วได้ความว่า ทันทีที่เด็กน้อยชาวเกาหลีลืมตาดูโลก ก็จะมีอายุ 1 ขวบทันที …และไม่ใช่แค่นั้นค่ะ เมื่อถึงวันปีใหม่ทางจันทรคติหรือตรุษจีน ก็จะถือว่าแก่เพิ่มขึ้นอีกปี โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันเกิดจริง ๆ (ข้อมูลอ้างอิง : 1 , 2) ดังนั้นถ้าจะนับอายุแบบเกาหลี อาจจะต้องบวกเพิ่มจากอายุจริง ๆ 1-2 ปีเลยทีเดียว


ขอทิ้งท้ายด้วยของฝากขำ ๆ ที่ไม่แนะนำให้ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงใด ๆ นะคะ ;)

Korean Fever Checklist
คุณเป็นแบบนี้รึเปล่า…ถ้าใช่ คุณอาจจะติดโรคเกาหลีฟีเวอร์ไปแล้วก็ได้นะ
- ใช้ริงโทน/เพลงรอสายเป็นเพลงเกาหลี
- เคยติดซีรีส์เกาหลีเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างงอมแงม
- ชอบแฟชั่นเสื้อผ้าที่ใส่ซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น
- เคยได้ยินชื่อเกาะเชจู
- รู้ว่า ‘ยัยตัวร้าย’ หมายถึงใคร
- เวลาถ่ายรูป ชอบยกแขนขึ้นมาทำเป็นรูปหัวใจ (พอจะนึกออกใช่มั้ย ว่าถ้าทำไม่ค่อยสวยจะดูเหมือนลิงกำลังเกาหัวมากกว่า)
- ดู AF4 เพราะดูครูสอนเต้น

เขียนโดย nuda @ 4:11 pm
Shelved under Uncategorized
  • ด้วยความที่ไม่ค่อยเข้าวัด จึงเกิดอาการเกร็งและเกรงไปก่อน ยังดีที่บุคคลซึ่งต้องไปสัมภาษณ์คือท่านว.วชิรเมธี  (ถามข้อมูลจากพี่ที่เคยไปทำคอลัมน์เปิดใจ เธอบอกท่านใจดี)  เลยหายเกร็งไปหน่อยหนึ่ง งานนี้ไปกับน้องช่างภาพ ซึ่งยืนยันว่าตัวเองพอพูดกับพระเป็น  ไปถึงกุฏิ 14 วัดเบญจมพิตร รอท่านพักหนึ่ง ระหว่างรอก็ดูนั่นนี่ ส่วนใหญ่เป็นหนังสือบนกุฏิท่านนั่นแหละ ซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือมากมายทั้งไทยและอังกฤษ                 

  •  เลขาท่านนัดคิวให้เราไว้ตอนบ่ายโมง แต่ก่อนคิวเรามีคิวด่วนแทรกเข้ามา เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ที่มานมัสการไปบรรยายธรรมให้ภรรยาข้าราชการทหารฟัง  เราสองคนเลยได้เรียนรู้ตัวอย่างวิธีพูดกับพระจากท่านนายทหาร               

  •  แต่พอถึงคิวของตัวเองกลับไม่ได้พูดอย่างที่ตั้งใจ ซึ่งท่านว.วชิรเมธีไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เราก็ใช้ภาษาสัมภาษณ์ท่านอย่างที่สัมภาษณ์คนอื่น เวลาชั่วโมงกว่า ๆ ที่สัมภาษณ์ท่านนั้นเหมือนการไปสนทนาธรรม มีอะไรอยากรู้ก็ถาม ซึ่งท่านสามารถตอบให้ได้ทุกเรื่อง  ประเด็นในวันนั้นอยู่ที่หนังสือของท่าน ติช นัท ฮันห์ แต่ตอนคุยมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้นำมาตีพิมพ์  หนึ่งในนั้นคือเรื่องอาการป่วยของสังคมไทยขณะนี้ ฟังแล้วอยากให้ทุกคนได้ฟังและคิดร่วมกัน จึงขออนุญาตมาเล่าในบล็อก           

  •  สังคมไทยกำลังป่วยเป็นโรคขาดสภาพคล่องเฉียบพลัน และเป็นโรคเรื้อรัง 4 โรค หนึ่งขาดความรู้ สองขาดความรู้สึก สามขาดจิตสำนึกสาธารณะ  สี่ขาดปัญญาที่เป็นกลาง ขาดความรู้เช่นในทางการเมือง คนไทยเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ความจริงการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ในทางศาสนา พุทธศาสนาเป็นศาสนาอเทวนิยม ไม่นับถือเทพ ไม่ปฏิเสธเทพ แต่ไม่ยอมจำนนเทพ เน้นการพึ่งตัวเอง สอนว่าสรรพสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เกิดจากเทพเจ้าดลบันดาล และสอนให้เราเป็นอิสระจากความอยาก ไม่ใช่วิ่งตามความอยาก แต่ทุกวันนี้พระสงฆ์จำนวนมากชาวพุทธจำนวนมากที่บอกตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนานิกชน ทำสวนทางกับหลักการของพุทธศาสนาอย่างมโหฬาร และไม่มีใครเตือนใครเลย พุทธศาสนาเป็นอเทวนิยม เราก็ไปเป็นเทวนิยม พุทธศานาเป็นศาสนาแห่งปัญญา เราก็ไปเป็นศาสนาแห่งความงมงาย พุทธศาสนาสอนให้พึ่งตนเองเราก็ไปพึ่งเทพ พุทธศาสนาสอนให้เป็นอิสระจากความอยาก เราก็วิ่งตามความอยาก นี่คืออาการขาดความรู้ของสังคมไทย

  • ขาดความรู้สึกคือ สังคมไทยวิกฤติครั้งแล้ว ครั้งเล่า ผู้รู้กล่าวกันว่า จีน 5 ปี เปลี่ยนฮ่องเต้องค์หนึ่ง อยุธยา 10 ปีบั่นคอกษัตริย์ครั้งหนึ่ง รัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงปี 30 ทุก 19 ปี ปฏิวัติครั้งหนึ่ง แต่พอ 2530 เป็นต้นมา ถึง 2550 ปี 2535 พฤษภาทมิฬ ปี 40 วิกฤติเศรษฐกิจ 42 43 วิกฤติซุกหุ้น 47 48 ผลประโยชน์ทับซ้อน เกิดสงครามกลางเมือง 49 ปฏิวัติ 50 ยุบพรรคการเมือง วิกฤติวุ่นวายยุ่งเหยิงมารวมกับวิกฤติจตุคามรามเทพ คำถามก็คือทั้งๆ ที่สังคมไทยเต็มไปด้วยวิกฤติมากมายขนาดนี้ แต่คนไทยโดยมากยังไม่รู้สึกตัว นี่เรียกว่าขาดความรู้สึก ยังไม่รู้อีกว่า เรานี้ตกอยู่ท่ามกลางความเสื่อม สังคมไทยกำลังกลายเป็นสังคมที่ไม่มีชะตากรรม แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังเห็นคนจำนวนมากที่ดำเนินชีวิตด้วยโลกทัศน์ชุดเดิม คือเราประสบวิกฤติก็เพราะทุนนิยม ที่เอาความอยากเป็นตัวตั้ง เอาเงินเป็นพระเจ้า ทำทุกสิ่งทุกอย่างขอให้มีเงินมีทอง โดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณภาพของการได้มาซึ่งเงินทองนั้น วิธีคิดเช่นนี้ทำให้ประเทศชาติเราล้ม เกิดปฏิวัติรัฐประหาร หลังปฏิวัติสังคมไทยยังไม่รู้สึกอีกนะ ยังเอาความอยากนำทาง วิ่งไปหาจตุคามรามเทพ โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม ถึงความถูกต้อง ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ต่อวัดและศาสนา เรายังคงเป็นคนที่พยายามวิ่งตามความอยาก ซึ่งถ้าหากเรายังใช้ความคิดอย่างนี้ สังคมไทยก็กลายเป็นสังคมหยวน ๆ ปล่อยให้ความอยากครอบงำเหมือนเดิม ฉะนั้นเราจะเป็นสังคมที่วิกฤติยาวนาน แต่เราก็ยังไม่รู้สึกตัว

  • ขาดจิตสำนึกสาธารณะคือ มีปัญญาชนจำนวนมาก ชนชั้นนำ ชั้นสูงที่เห็นคนไทยโง่และมองเห็นเป็นช่องทางที่จะตักตวงจากคนไทยด้วยกัน แทนที่เห็นเพื่อนร่วมชาติโง่ งมงาย ขาดความรู้ด้อยการศึกษา และจะลุกขึ้นมาเตือนกันว่าเราจะทิ้งภาวะแบบนี้ให้หมักหมมในสังคมไทยต่อไปไม่ได้แล้วนะ เราต้องมอง คิดกว้าง มองไกล และใฝ่สูง ตรงกันข้ามคนไทยจำนวนมากก็ยังพากันคิดแคบและใฝ่ต่ำอยู่เหมือนเดิม เห็นแต่ประโยชน์เฉพาะตน เห็นแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า คิดแต่เรื่องของกู พรรคของกู พวกของกู พยายามจะเอาชนะกัน เราขาดศักยภาพในการมองไปข้างหน้า นี่เป็นศัพท์เทคนิคของการขาดจิตสำนึกสาธารณะ เมื่อขาดจิตสำนึกสาธารณะก็เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เอากลุ่มตัวเองเป็นที่ตั้ง เอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง สังคมไทยทั่วไปไม่พ้นวังวนของความเสื่อม ไม่มีใครเตือนใคร ไม่มีใครสอนใคร

  • และขาดปัญญาที่เป็นกลางก็คือ เมืองไทยมีผู้รู้จำนวนมาก มีปัญญาชนจำนวนมาก แต่บางครั้งปัญญาชนเหล่านั้น ก็ไม่สามารถก้าวพ้นจากอคติ 4 ประการ คือลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะกลัว และลำเอียงเพราะหลง ดังนั้นจึงเห็นปัญญาชนจำนวนมากที่แม้จะมีปัญญา มีศักยภาพที่จะชี้เป็นชี้ตาย ชี้นำสังคมได้ แต่โดยมากปัญญาชนเหล่านั้นก็รักตัวกลัวตายมากกว่ารักประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อเราขาดปัญญาที่เป็นกลาง สังคมก็จมอยู่ในวิกฤติเหมือนเดิม นี่คืออาการของสังคมไทยที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังมาจนทุกวันนี้

  • ใกล้สัมภาษณ์เสร็จ ด้วยความเพลิดเพลิน หรืออีกนัยคือความไม่มีสตินั่นเอง ฉันก็เผลอแทนตัวเองเป็น อาตมาซะงั้น น้องช่างภาพรีบกระตุกชายเสื้อฉันทันใด  ท่านว.วชิรเมธีคงได้ยินเหมือนกัน แต่ท่านวางเฉย แล้วพูดต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่แหละหนา…ห่างวัดห่างวา  ผลที่ได้เลยมีแต่ความฮา แต่ถ้าไปบ่อยๆ ขึ้นปัญญาคงเกิดขึ้นตามมาได้เหมือนกันแหละ  

เขียนโดย trendy gal @ 4:20 pm
Shelved under Uncategorized

แม้ว่าจะมีเพื่อนหลายคนชวนกันไปดูคอนเสิร์ตวงเฉลียง แต่ว่าฉันกลับรู้สึกเฉย ๆ
ไม่ใช่ไม่ชอบ (ไม่อยากจะคุยว่ามีเทปวงนี้ทุกชุด—เอ่อ สมัยนั้นก็มีแต่เทปละนะ) แต่หาคำตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมไม่อยากไปดู
สงสัยว่าฉันจะจัดอยู่ในประเภท “รักแต่ไม่คิดถึง” พี่ ๆ เค้ามั้ง

แต่แล้ว ก่อนคอนเสิร์ตจะเล่น 1 วัน ก็มีบัตรสำหรับสื่อมาเกยถึงที่ (กองบ.ก.) …บรรดาสาวกเฉลียงก็ซื้อบัตรไปเรียบร้อยแล้ว คนอื่นก็ไม่ว่าง ฉันก็เลยได้ไปดูคอนเสิร์ต “เหตุเกิดที่…เฉลียง” โดยไม่ได้ตั้งใจ…โธ่…ฉุกละหุกแบบนี้แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปซ้อมร้องเพลงกันล่ะ (T_T)

“อย่าลืมถ่ายรูป (พี่เกี๊ยง) มาเยอะ ๆ ด้วยนะ” สาว ๆ ในกองบ.ก.ไม่วายกำชับ

- - - - -
ตอนดูคอนเสิร์ตนี้ฉันได้หัวเราะไปมากมาย ก็พี่ ๆ เฉลียงเค้ายิงมุขกันซะกระจาย…เป็นคอนเสิร์ตที่สนุกจริง ๆ
น่าแปลกที่ถึงจะไม่มีเวลาซ้อมร้องเพลง แต่ฉันก็สามารถร้องตามได้โดยอัตโนมัติ (แม้ว่าจะจำชื่อเพลงได้บ้างไม่ได้บ้าง)
ไปดูคอนเสิร์ตเฉลียงก็คงเหมือนเวลาเราไปเจอเพื่อนเก่ามั้ง…เจอกันทีไรก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม (แม้ว่าจะลืมคิดถึงกันไปบ้าง แต่ก็รักนะ)

และที่รู้สึกดีอย่างหนึ่งก็คือ อยู่ในคอนเสิร์ตนี้ได้รู้สึกเหมือนเราเป็นเด็กเลย…ก็ไม่บ่อยแล้วนะที่เวลาไปดูคอนเสิร์ตแล้วจะมีทั้งคนเล่น-คนดูที่มีอายุมากกว่าตัวเองเป็น 10 ปีแบบนี้ น่ะ >_<

มาดูรูปพี่เกี๊ยง เอ๊ย! เฉลียงกันค่า

เฉลียง?เฉลียงจูเนียร์เม้าธ์เล่านิทาน

3 หนุ่ม 3 มุมตัวโน้ตทั้ง 6จบแล้ว

พี่ดี้พี่เจี๊ยบพี่แต๋งพี่จุ้ยพี่นก

พี่เกี๊ยงพี่เกี๊ยงกับลูกสาวพี่เกี๊ยงกับลูกสาวพี่เกี๊ยงกับลูกสาว