เขียนโดย nuda @ 10:39 am
Shelved under Uncategorized

ยามเช้าที่โรงเรียนแม่โพ

กองบก.ขวัญเรือนนอกจากต้องทำงานสัมภาษณ์ งานเขียนแล้ว เรายังต้องทำงานกองทุนขวัญเรือนด้วยค่ะ ซึ่งเป็นงานที่พวกเราชอบมาก เพราะได้ออกต่างจังหวัด ตระเวณไปตามโรงเรียนทั่วแคว้นแดนไทย ฉะนั้นเดือนๆ หนึ่งนอกจากหาคนสัมภาษณ์แล้ว ยังต้องหาโรงเรียนที่ขาดแคลนอีก ซึ่งก็มีข้อมูลจากบรรดาคุณครูที่ส่งอีเมล์ ส่งจดหมายมาเล่าให้ฟังบ้าง หรือไม่ก็จากคนอ่านที่ผ่านไปเห็นหรืออยู่ในพื้นที่ อย่างล่าสุดที่ตีพิมพ์ในขวัญเรือน เราได้ข้อมูลมาจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก

ก่อนไปโรงเรียนเลยต้องแวะไปโรงพยาบาลก่อน เจอคุณๆ เจ้าหน้าที่ ทั้งหมอ พยาบาล ทันตแพทย์ เทคนิคการแพทย์ ได้รู้ว่าพวกเขานอกจากทำงานในโรงพยาบาลแล้ว ยังมีโครงการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ อาสาขึ้นไปบนดอย เดินเขาหลายกิโลฯ เพื่อไปตรวจรักษาชาวบ้านผู้ยากไร้ เมื่อถึงวันเด็กก็จะขึ้นไปจัดกิจกรรมให้น้องๆ ชาวเขา

ไปท่าสองยางครั้งนี้ เราได้ร่วมเดินทางกับคณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พวกเขาเป็นประสานงานให้ จัดเตรียมรถ ทั้งยังรับหน้าที่พ่อครัวแม่ครัว แน่นอนว่าอาหารที่เรากินนั้นได้มาตรฐานอย. แน่นอน เพราะพ่อครัวเป็นคุณเภสัชกรทีเดียว ตอนกลางคืนยังแปลงร่างมาเป็นนักร้อง นักดนตรีให้อีก โดยมีชื่อวงน่ารักๆ ว่า ยางแบนด์

เวลาไปกองทุนทีไรความรู้สึกคล้ายออกค่ายมหาวิทยาลัย ประธานค่ายของเราคือป้าน้อย(คุณพนิดา บก.ใหญ่) รองประธาน (พี่น้อง มณฑา บก.บห.)ส่วนพวกเราเป็นลูกค่ายที่แบ่งหน้าที่กันไปเป็นฝ่าย ๆ ก่อนเดินทางแต่ละครั้ง ชาวขวัญเรือนจะมาช่วยกันแพคสมุด ดินสอ สี ไม้บรรทัด ฯลฯ จัดเป็นชุด ๆ ให้เด็กๆ จัดหนังสือใส่กล่อง พวกผู้ชายรับหน้าที่แบกของหนักขึ้นรถ

เวลาไปแต่ละโรงเรียน แต่ละจังหวัด หลายครั้งต้องไปหาที่พักเอาข้างหน้า (เน้นธงฟ้าราคาประหยัด) และบางทีก็พักที่โรงเรียน อย่างล่าสุด เราพักกันที่ห้องเด็กอนุบาล พี่ๆ ขวัญเรือนเลยแอบเอาที่นอนของหนู ๆ มาปูนอน ส่วนมุ้งทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ให้ นำทีมกางโดยป้าน้อย ผูกต่อๆ กันไป เรียงยาวเป็นแถวเต็มห้องอนุบาล ห้องน้ำมีแค่ 2 ห้อง ต้องผลัดเวรกันไป พร้อมถือไฟฉายส่องทาง บรรยากาศช่างเหมือนเวลาไปค่ายจริงๆ แถมตอนกลางคืนยังมีสันทนาการอีก นำโดยคณะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ขอบอกว่าสันทนาการทีไร พวกเราใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ เพราะพวกเรานั้นถือไมค์สัมภาษณ์เป็นอย่างเดียว แต่ถือไมค์ร้องเพลงไม่ได้

มีคนชอบถามว่าทำไมกองบก.ขวัญเรือนถึงหน้าดูเด็ก :) ขอตอบ… คงเป็นเพราะเจอเด็กๆ อยู่เป็นประจำ เลยได้รับพลังแห่งความสดชื่น พลังแห่งดอกไม้บานของพวกเขามาด้วย แล้วการไปกองทุนยังทำให้เรารู้สึกเหมือนยังเป็นนักศึกษา เพราะเด็กๆ เรียกเราว่าพี่ทุกคำเลยนี่ :)

เขียนโดย nanong @ 3:14 pm
Shelved under Uncategorized

ยังจำได้ไหม ถึงใครคนหนึ่ง พ่อซามูไรผู้ไม่เพอร์เฟ็กต์ของฉันในวันนั้น

มาวันนี้พ่อซามูไรคนเดิม ถึงแม้จะเปลี้ยนไป๊ดูดีขึ้นมานิ๊ดส์…ส์นึง 

แต่ก็ยังไม่ใช่ซามูไรที่เพอร์เฟ็กต์ซักกะที

ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะหันไปมองกี่ที ก็ยังทำให้ฉันยิ้มได้…อยู่ดี

เขียนโดย nanong @ 12:16 pm
Shelved under Uncategorized

เกมจบ คนรักกันปีนี้เขาคาด(เภ??เภ??)ว่าจะแชมป์

เดือนหน้าที่ออฟฟิศขวัญเรือน ได้เวลาเริ่มต้นเปิดแมทช์การแข่งขันแบดมินตัน(ประจำปี)อีกแล้ว หลังจากที่ทั้งตีทั้งตบทั้งหยอดทั้งโยกกันมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว ปีนี้ค่อนข้างจะดูคึกคักและตื่นเต้น  เพราะมีผู้เล่นใหม่ ๆ เข้ามาร่วมการแข่งขัน อยู่คนละตึก คนละชั้น แต่ถือเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น   ที่นี่จะแข่งขันประเภทเดียวคือประเภทคู่ผสมเท่านั้น 

เพราะฉะนั้นความสนุกปนๆ ความตื่นเต้นเริ่มกันตั้งแต่ผู้เล่นจับฉลากเพื่อหาคู่ เพราะผู้เล่นที่ลงแข่งมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น เก่ง ๆ ก็มีหลายคน,  ซน ๆ ขำ ๆ ก็มีอยู่, ที่ดูหน้าตาดีก็มีไม่น้อย, ที่ห้อยเครื่องรางก็มีเหมือนกัน, ที่โชว์แต่ลีลามันส์ ๆ ก็มีเยอะ  ฯลฯ  

 จะมาตื่นเต้นกันอีกนิดตรงจับฉลากแบ่งสายผู้เล่นว่าจะเจอสายแข็ง สายอ่อน ช่วงนี้ที่ออฟฟิศก็เลยดูมีสีสันอีกครั้งเมื่อการแข่งขันแบดมินตันมาถึง

ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ถึงแม้สนามจะไม่ได้มาตรฐาน(เอาเสียเลย) แต่การแข่งขันของครอบครัวเราก็มีเงินรางวัล มีถ้วย มีเหรียญ ที่สำคัญที่สุดคือมีมิตรภาพ 

 ผองเพื่อน-พี่-น้อง ได้ฟิต(ร่างกาย) ได้มิตร(ภาพ) ได้เฟิร์ม(หุ่น) เรื่องดี ๆ กำลังจะเกิดขึ้นที่นี่…อีกครั้ง 

งานนี้ทั้งฟิต ทั้งมิตร ทั้งเฟิร์ม   อบอวล…อบอวลถ้วนหน้าทั่วทั้งตึกขวัญเรือน     

เขียนโดย nuda @ 6:18 pm
Shelved under Uncategorized

กลับมาอัพบล็อกแล้ว เพราะเพิ่งปิดเล่มเสร็จ (รอดตายอีกหนึ่งปักษ์)

มีนิทรรศการอยากให้ไปดูกัน เป็นนิทรรศการภาพถ่ายในสมเด็จพระเทพฯ

จัดที่สยามพารากอน เราไปดูมาเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว เป็นนิทรรศการที่ดูแล้วปลาบปลื้ม คนที่ไปดูทุกคนมีรอยยิ้ม

นิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการที่สมาคมภาพถ่ายแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดขึ้นโดยรวบรวมภาพที่ทรงฉายขณะเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างพ.ศ.2524 ถึง 2550

ในโอกาสนี้สมเด็จพระเทพ ทรงโปรดเกล้าฯ บรรยายความเป็นมาของภาพฝีพระหัตถ์แต่ละภาพว่า ไม่เคยคิดว่าจะถ่ายภาพเพื่อจะมาแสดง เป็นเรื่องที่ห่างไกลมาก จนมาแสดงภาพชัดเจน เมื่องานครองราชย์ 60 ปี ก็เอากล้องไปถ่าย ถ่ายทั้งนอกวัง ในวัง แล้วรูปในงานนั้นก็มีคนสนใจเอาไปแสดง รวมทั้งภาพอื่นๆด้วย เมื่อถึงตอนนี้ พระองค์ทรงมีพระอารมณ์ขันว่า มีรูปหนึ่งพยายามยัดเยียดให้มาจัดแสดง คือรูปงูเหลือมกินแมว เรียกว่าภาพหยอง(สยอง) แต่มีคนไม่อยากให้แสดง เพราะเป็นรูปที่ไม่เป็นมงคลพระองค์ตรัสว่า

รูปที่ถ่ายส่วนมาก จริงๆไม่ได้ตั้งใจจะถ่ายมาทำอะไร แต่ถ่ายไว้เพื่อใช้เป็นแบบในการเขียนภาพ แต่ก็ได้ไม่ค่อยได้เขียน เพราะงานเยอะ จึงเขียนได้ไม่กี่ภาพ ส่วนเหตุผลที่ถ่ายภาพเพราะชอบแสง สี และองค์ประกอบของภาพ เห็นภาพไหนสวยก็ถ่ายออกไป

ซึ่งพระองค์ทรงเขียนบรรยายภาพแต่ละภาพเองด้วย  เวลาเดินดูภาพแล้วอ่านคำบรรยาย เราก็อินมากขึ้น และพบว่าพระองค์ท่านเปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน  ที่ชอบมากคือเขาติดป้ายว่า เชิญถ่ายภาพตามสบาย :) 

รีบๆ ไปกันหน่อยมีให้ชมถึง 24 มิถุนายนนี้เท่านั้นค่ะ

เขียนโดย Piya @ 12:03 pm
Shelved under Uncategorized

เมื่อคืนวานใครได้ดูรายการสุริวิภาบ้างคะ?…เราเองดูไปแบบหลับ ๆ ตื่น ๆ จนจะมีคนมาปิดโทรทัศน์นั่นแหละเลยได้ตื่นขึ้นมาแบบเต็ม ๆ ตา แล้วก็คิดว่าโชคดีจังที่ตื่นมาได้จังหวะดี ๆ…แขกรับเชิญวันนี้คือพี่ตือ-สมบัษร ถิระสาโรช นักจัดงานที่คนในแวดวงรู้จักดี ความสามารถและประวัติความเป็นมาของพี่แกเราข้ามไม่พูดถึงนะคะ…แต่ที่ประทับใจเรามาก ๆ ก็ตอนที่พี่หนูแหม่มพาไปชมบ้านของพี่ตือในนั้นเหมือนเป็นโลกส่วนตัวของพี่เขาอย่างแท้จริง มีข้าวของที่บอกเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเฟอร์นิเจอร์เก่า ของเล่นสังกะสี รูปวาด(ฝีมือของแกเอง) และที่โดดเด่น เพราะอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของห้องทั่วไปหมดก็คือ กระดาษโน้ตที่เขียนข้อความ หรือประโยคสั้น ๆ ที่แกเขียนเตือนใจมานานหลายปี แกเขียนแปะง่าย ๆ เลยนะคะ เหมือนเราแปะโน้ตตามโต๊ะทำงานนั่นแหละ…แต่ทุกข้อความมาจากมุมมองของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งไอเดียใครให้มากความ…เท่าที่จำได้ก็เช่น “ถ้าไม่มีสติอย่าพาลคนอื่น”,มีเรื่องของการทำงาน อะไรต่าง ๆ ชอบใจตรงคำเดี่ยว ๆ อย่างเช่น “ฝุ่น” แล้วก็ “โอ่ง”…งงใช่ไหมคะว่าหมายความว่าอย่างไร

“ฝุ่น”…พี่ตืออธิบายไว้ว่า เอาไว้เตือนใจตัวเองว่าเราเองนั้นเล็กน้อยเพียงแค่ฝุ่นเท่านั้นเอง อาจจะเป็นแค่ฝุ่นที่อยู่ตามก้นแก้วกาแฟก็ได้ อย่าคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ เพราะถ้าเทียบตัวเองกับธรรมชาติ กับจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลแล้วเราก็แค่ฝุ่นเท่านั้นเอง…ประมาณนี้ค่ะ

ส่วน “โอ่ง” นั้นเป็นชื่อของแม่บ้านในออฟฟิศของพี่ตือ แกเล่าว่าเมื่อสัก 5 ปีที่แล้วรู้สึกว่าตัวเองdown มาก ชีวิตทำไมแย่จังเลย เหนื่อย และท้อจนไม่มีกำลังใจจะทำอะไรทั้งสิ้น อยากเลิกทุกอย่าง แล้วเช้าขึ้นมาแกก็มาเจอกับคุณโอ่ง พี่ตือเห็นแล้วน้ำตาไหลเลย เพราะรู้สึกว่าเราจะทิ้งทุกอย่างได้อย่างไร คุณโอ่งนี่แกเป็นมะเร็งอยู่ แล้วพี่ตือก็ดูแลมาโดยตลอด แกคิดได้เลยว่าจะเห็นแก่ตัวไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคุณโอ่ง และคนอื่น ๆ รอบข้างจะแย่ไปด้วย แกต้องมีชีวิตอยู่เพื่อช่วยเหลือคนอื่น ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้แกมีกำลังใจขึ้นมา…ประทับใจจังค่ะ ทุกวันนี้คงจะหาคนที่ลุกขึ้นมาเพราะอยากทำประโยชน์ให้กับคนอื่นได้น้อยเต็มที…

สิ่งที่ได้จากเมื่อคืนนี้ก็คือจะเขียนคำที่มากความหมายอย่างนี้ไว้เตือนใจตัวเองบ้าง แอบคิดสนุกด้วยว่าถ้าเราคิดคำเป็นประเด็นของการดำเนินชีวิตในแต่ละวันก็คงสนุกและมีสาระขึ้นไม่น้อย(เพี้ยนอีกแล้วค่ะ)…อย่างแชร์ หรือแบ่งบันสำหรับวันจันทร์ คิดก่อนพูดในวันอังคาร บาลานซ์ตัวเองในวันพุธ ฯลฯ กับอีกอย่างก็คือพยายามจะคิดถึงคนอื่น หรือทำประโยชน์ให้กับคนอื่นมากกว่าคิดถึงตัวเองอย่างพี่เขาบ้าง…

ปล.คำสำหรับเราในวันนี้คือ “บอกต่อสิ่งดี ๆต่อกัน”…ทราบแล้วเปลี่ยน

เขียนโดย KwanruenTeam @ 10:29 am
Shelved under Uncategorized

หลังจากนุดาเขียนถึง “บอร์ดแห่งความว่าง” ไปเมื่อ 10 วันก่อน

ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครมาอัพบล็อกเพิ่มอีกเลย

กลายเป็น “บล็อกแห่งความว่าง” ไปในที่สุด

(ที่จริงคือทุกคนกำลังปิดเล่มกันอยู่…แม้ว่าบางคนจะอยากอัพบล็อกใจจะขาดก็ตาม cry.gif)

เขียนโดย nuda @ 10:49 am
Shelved under Uncategorized

นี่เป็นบอร์ดการทำงานของกองบก.ค่ะ ทุก ๆ ฉบับแต่ละคนจะมาเขียนว่าตัวเองทำอะไร สัมภาษณ์ใครบ้าง ช่องสี่เหลี่ยมที่แบ่งไว้คร่าวๆ ก็มีส่วนของสัมภาษณ์ซึ่งแบ่งย่อยเป็นคอลัมน์เปิดใจสนทนา แขกรับเชิญ สัมภาษณ์พิเศษ ส่วนช่องยาว ๆ เป็นคอลัมน์ Update และ Look around ที่ช่วยๆกันเขียน ใครหาเรื่องไหนมาได้ ก็จะลงกระดานไว้ เพื่อความไม่ซ้ำซ้อนในประเด็น ส่วนอีกช่องหนึ่งที่เขียนว่า หน้าเดียว คือ พวกปกิณกะ ฮาวทู (หน้าเดียวที่รูปวาดประกอบน่ะค่ะ)

ฉบับ 855 กองบก. คนแรกมาเขียนไว้ว่า ว่าง ว๊าง…ว่าง

เผลอแป๊บเดียว มีอีกคนมาเขียนต่อว่า ใจว่าง

อีกคนเขียน สมองว่าง(เปล่า)

แต่บรรทัดสุดท้ายนี่สิเขียนยาวสุด ” แต่ควรมีสติระลึกรู้ทุกลมหายใจเข้า-ออก”

ตอนมาดูบอร์ดพวกเราต่างทายกันว่าแต่ละบรรทัดเป็นลายมือของใคร

ทุกบรรทัดทายได้หมด  แต่บรรทัดสุดท้ายนี่สิเป็นของใคร

สุดท้ายก็ได้คำตอบว่าเจ้าของลายมือนั้น(แอบมาเขียนเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้)เป็นของพี่บรรณาธิการบริหาร ซึ่งทำให้เราตามลมหายใจอย่างตระหนักรู้

“ลมหายใจอยู่ในขอบเขตของร่างกาย เวลาเราหายใจไม่ต้องกังวลว่าหายใจเข้า-ออกจะยาวหรือสั้น เพียงแต่ตระหนักรู้ เมื่อเราเฝ้าดูลมหายใจเช่นนี้ ความคิดในสมองจะหยุดไปโดยปริยาย บางทีเพราะการทำงานของความคิดมากเกินไปทำให้เราเกิดความกลัว เราต้องหยุดความคิดแล้วตามลมหายใจอย่างมีสติ เช่นเดียวกับเวลาสัตว์บาดเจ็บ มันจะไปหาที่สงบในป่าแล้วนอนนิ่ง การพักนอนคือการรักษาตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายเยียวยาตัวเอง” (คำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ จากหนังสือ เริ่มต้นใหม่)

บอร์ดแห่งความว่างตอนนี้ ยังคงไม่มีใครมาเขียนเพิ่ม แต่พวกเรากลับรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรกันอยู่

Next »