เขียนโดย nanong @ 2:26 pm
Shelved under Uncategorized

“เราสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถดื่มด่ำกับความหมัศจรรย์ด้านต่าง ๆ ของชีวิต ซึ่งเป็นเหมือนน้ำที่หล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดในตัวเรา การปฏิบัติธรรมเป็นเวลาสี่หรือห้าวันเช่นนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้” เป็นคำกล่าวของท่านติช นัท ฮันห์ …หลังจากมีโอกาสได้ไปภาวนาสู่ศานติสมานท์ฉันกับเหล่าสังฆะที่ไปปฏิบัติธรรมโดยพระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ และคณะสงฆ์ที่เดินทางมาจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 5 วัน  - - จะเชื่อไหม ว่าสี่-ห้าวันที่ได้ไปปฏิบัติธรรมนั้น เปลี่ยนชีวิตคนได้จริง ๆ  สำหรับตัวเองแล้วตลอดเวลาทั้งห้าวันที่ปฎิบัติสมาธิ ฟังธรรมคำสอนจากท่านนัท ฮันห์ และคณะสงฆ์จากหมู่บ้านพลัม รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่กับความเงียบ เพื่อให้ตระหนักรู้ลมหายใจเข้า-ออกที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้นนั้น  มีบางอย่างเกิดขึ้นในความรู้สึกจริง ๆ  

  - - ถึงแม้ขณะนี้สิ่งที่ได้รับทั้งภาคธรรมคำสอนและภาคปฏิบัติธรรมจะไม่ได้เปลี่ยนทั้งหมดของชีวิต แต่ส่วนหนึ่งพบว่าตัวเองมีช่วงเวลาที่จะรู้จักหยุดตระหนักคิด เพื่อรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งสติให้เติบโตได้มากยิ่งขึ้น  - - ต้องขอบอกขอบใจน้องที่ออฟฟิศที่เอ่ยปากชวนให้ไปเจอกับอะไรดี ๆ ในชีวิตแบบนี้  ถึงแม้…ตอนนี้น้ำในแก้วของเราอาจจะยังไม่ใสกิ๊กเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นก็พบว่าน้ำใหม่ที่เติมลงไปก็ช่วยให้น้ำที่มีอยู่เดิมในแก้วของฉันค่อย ๆ ดูใสขึ้นกว่าที่เป็นอยู่…ขอบใจมากนะจ๊ะ…หนู 

เขียนโดย nuda @ 6:30 pm
Shelved under Uncategorized

ฉันเป็นแฟนเพลงเฉลียง ติดตามพวกพี่ๆ เขาตั้งแต่ยังเรียนชั้นประถม ตอนแรกอาศัยฟังตามพี่สาว พี่เปิดอะไรฟังเราก็ฟัง ก็ดูตาม ตามพี่มากๆ เลยชอบโดยปริยาย ฟังเพลงของเฉลียงแล้วสบายใจทุกที ไม่มีอกหักรักคุด ร้องไห้เสียใจ ตีอกชกตัวเองเปิดฝักบัวราดหัวเพราะความรัก 

มีคนบอกว่าดนตรีมีความสัมพันธ์กับจิตใจและความคิด ลองดูอย่างน้ำก็ได้ ที่หมอลลิตาเขียนไว้ในคอลัมน์เพื่อชีวิตและสุขภาพ มีการวิจัยมาแล้วว่า น้ำที่เอาไปสัมผัสกับคลื่นเสียงดีๆ หรือเอาไปฟังเพลงเพราะ ๆ จะมีผลึกสวยงาม (อาทิเพลงของบาร์ค หรือเสียงสวดมนต์) ผิดกับน้ำที่ฟังเพลงเฮฟวี่เมทัล

โชคดีที่ฉันเติบโตมากับเพลงของเฉลียง กับเรื่องราวบนแผ่นไม้ที่พวกเขาสร้างขึ้นมา ทุกวันนี้ยังคงฮัมเพลงของเฉลียงบ่อย ๆ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงของเฉลียง ที่ไม่ว่าใครจะเอามาร้องใหม่กี่ครั้ง ก็ยังเพราะเสมอ

ถ้าใครถามว่าฉันมองโลกแบบไหน ขอตอบว่ามองโลกแบบเพลงของเฉลียง ที่มักมีเครื่องหมาย + ตลอดเวลา

วันนี้เพิ่งไปแถลงข่าวคอนเสิร์ตมา เป็นข่าวที่อยากไปทำมาก(ไม่แพ้ข่าวน้องคิม จองฮุน) ดีใจสุดซึ้งเมื่อพี่ๆ เฉลียงทั้ง 6 จะจัดคอนเสิร์ตอีกครั้ง ในชื่อว่า “เหตุเกิดที่…เฉลียง งานดนตรีบำบัด ถาปัดจัด เฉลียงโชว์ “วันที่ 30 มิถุนายนนี้ ที่อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี รอบ 19.00 น.

เลยนำข่าวมาบอกมิตรรักแฟนเพลงก่อนที่จะพลาดโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต เพราะเขาเปิดให้จองบัตรวันแรกวันที่ 1 มิถุนายนนี้ที่เคาน์เตอร์หน้าโรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ฯ หรือทาง www.majorcineplex.com บัตรราคา 2500/2000/1500/1000 และ 600 บาท

แล้วเจอกันวันที่ 30 มิถุนายน

เขียนโดย nuda @ 12:08 pm
Shelved under Uncategorized

เก็บตกจากไปดูงานผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมที่นาโงย่า นอกจากสื่อมวลชนสาวๆ แล้ว ทริปนี้ไปกับพี่แอน -สิเรียม ด้วย โปรแกรมเราเน้นหลักที่ดูงาน วันแรกตอนค่ำ ๆ ก็เจอท่านประธานบริษัทแล้ว แต่ละคนก็เกร็ง ๆ กันถ้วนหน้า เพราะคำว่าประธานให้ความรู้สึกเป็นทางการเสมอ  ค่ำนั้นเป็นการเลี้ยงต้อนรับ ณ ร้านอาหารใหญ่ เขาจัดห้องหนึ่งไว้ให้สื่อจากเมืองไทยเลย  เข้าไปถึงห้องอาหาร เจอท่านประธาน ท่านผู้อำนวยการบริหาร ท่านรอง ฯใส่สูทเต็มยศ รอเราอย่างพร้อมเพรียง  โต๊ะอาหารของที่นี่เป็นโต๊ะยาวหน้าแคบ เก้าอี้วางเรียงยาว  การนั่งต้องนั่งเป็นคู่หันหน้าเข้าหากัน แบ่งฝั่งไทยฝั่ง ญี่ปุ่นฝั่ง อย่างกะการประชุมคณะความมั่นคงแห่งชาติ  ท่านประธานบริษัทจะนั่งตรงกลาง ฝ่ายไทยก็ยกตำแหน่งเผชิญหน้ากับท่านให้พี่แอน-สิเรียมไป  เพราะสวยสุด ส่วนฉันโชคดีที่ได้นั่งตรงข้ามกับหนุ่มผู้ดูแลการตลาดในเมืองไทย แถมรับตำแหน่งล่ามไปในตัว เลยไม่ต้องเกร็งมากนัก

  โดโสะ คัมไป กันฮาเฮ

ก่อนรับประทานอาหารต้องมีการกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็ชนแก้วสาเก “คัมไป”  การเสิร์ฟอาหารเขามาทีละจาน  ใครนั่งตรงข้ามกับใครต้องแบ่งอาหารกันทาน พี่แอนกับท่านประธานก็ “โดโสะ” กันไปมา (หมายถึงเชิญ) อาหารจานเอกของนาโงย่าคือ กุ้งยักษ์ ตอนเสิร์ฟวางบนโต๊ะ ก้ามยังกระดิกได้อยู่เลย ตอนแรกนึกว่าเราต้องกินกุ้งเป็น ๆ กันเสียแล้ว โชคดีไม่ใช่ เพราะเขาให้กินเครื่องเคียงที่อยู่ข้างๆ กุ้งต่างหาก  จากนั้นก็มีอาหารจานอื่นทยอยเสิร์ฟเรื่อย ๆ บรรยากาศการรับประทานเริ่มเฮและฮามากขึ้น โดยมีสาเกเป็นตัวชูโรง แต่พี่แอนไม่ดื่มแอลกฮอล์ค่ะ ทว่าเธอสามารถบิวท์ได้เหมือนดื่ม

 ท่านประธานโชว์กุ้งที่ยังขยับได้ให้ดู

และในที่สุดเราก็ได้เจอหน้ากุ้งยักษ์อีกครั้ง แต่แปรสภาพเป็นซุปกุ้งไปแล้ว ถือเป็นการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ไม่มีทิ้งขว้าง รสชาติของซุปชามนี้แสนโอชะ แต่ด้วยความที่มันมาจานท้าย ๆ ทำให้ฉันไม่สามารถกินหมด  เพราะสิริรวมอาหารคืนนั้นมีมาทั้งสิ้น 9 จาน

  กลายเป็นซุปซะแล้ว

ดินเนอร์เสร็จ ท่านประธานชวนพวกเราไปนั่งชิงช้าสวรรค์ต่อ พี่สาวซึ่งเป็นผู้จัดการอาวุโสฝ่ายไทยถึงกับเอ่ยปากว่า เป็นครั้งแรกที่พวกท่านๆ สนุกสนาน เฮฮาขนาดนี้ และยังใจดีพาไปนั่งชิงช้าสวรรค์อีก  คงเป็นเพราะว่า นาน ๆ จะได้เจอคณะสื่อมวลชนสาว ๆ มาดินเนอร์ แถมสาวไทยก็ยิ้ม ฮาตลอด ผิดกับการพบปะกับบรรดาสื่อของญี่ปุ่น เพราะที่นั่นคนทำงานสื่อส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย

   ถ่ายจากชิงช้าสวรรค์ ตึกคู่นี้มีแต่ห้องคาราโอเกะ

 3 หนุ่มที่คอยประสานงาน ดูแลสื่อไทย

เขียนโดย trendy gal @ 5:46 pm
Shelved under Uncategorized

เปิดไปเจอคอลัมน์ DIY ในฉบับล่าสุด (852) ที่เสนอไอเดียตกแต่งโหลเลี้ยงปลาแล้วนึกเรื่องนึงขึ้นมาได้ค่ะ

เรื่องที่ว่าตอนนี้มีเทรนด์ใหม่ในหมู่คนทำงานขวัญเรือน…นั่นก็คือการเลี้ยงสัตว์ที่โต๊ะทำงานนั่นเอง ส่วนใหญ่ก็เป็นการเลี้ยงปลานี่ละ นัยว่าเพื่อเสริมฮวงจุ้ย และเพื่อความสบายตาสบายใจของเจ้าของโต๊ะ

อ๊ะ! มีภาพมาฝากกันด้วยนะ

fish_1.jpg

บ้าน (หรือคอนโด?) ปลาของพิสูจน์อักษร (หญิง)

fish_2.jpg

บ้านปลา (หลังใหญ่ที่สุดในออฟฟิศ) ของฝ่ายศิลป์ (หญิง) มักจะมีเด็ก ๆ (และเด็กในร่างผู้ใหญ่) มาอาสา (เล่น) ให้อาหารปลาบ่อย ๆ ค่ะ


fish_3.jpg

บ้านกุ้งของฝ่ายศิลป์ (ชาย) แต่ล่าสุดนี้ได้ข่าวว่ามีแต่ปลา ไม่มีกุ้งแล้วค่ะ ?!?!

เขียนโดย trendy gal @ 2:32 pm
Shelved under Uncategorized

852_cover.jpg

เอาปกเล่มใหม่มาให้ดูกันอีกแล้ว ปกนี้เป็นพระเอก-นางเอกจากวิกเจ็ดสีค่ะ

เขียนโดย parn @ 1:44 pm
Shelved under Uncategorized


พี่ปาน ปาน มีภาพน่ารัก ๆ มาฝากจากคอลัมน์เพียงเสี้ยวอารมณ์ฉ.853 ค่ะ
download ที่นี่ค่ะ

เขียนโดย Piya @ 11:16 am
Shelved under Uncategorized

ช่วงคิดงานไม่ค่อยออก อากาศอึมครึม แถมยังมีอารมณ์เซ็ง ๆ ขี้เกียจ ๆ อย่างนี้อย่าคิดทำอะไรมีสาระเลยค่ะ (ซะงั้น) หาเรื่องเม้าท์กันดีกว่า…หันซ้ายหันขวาเห็นรูปพร้อมลายเซ็นของพ่อหนุ่มดนัย อุดมโชคนักเทนนิสมือวางอันดับหนึ่งของไทยที่คุณพี่พีอาร์แอบยัดให้มา(แบบไม่รักไม่ให้แกว่างั้น)แล้วก็ปาดน้ำลาย โฮ่ โฮ่…

      วันที่มีนัดสัมภาษณ์กันนั้น เรานัดกันที่โรงแรมค่ะ เพราะดนัยจะมีงานเปิดตัวหนังสือของเขาที่ด้านล่างด้วย แต่เขาก็เปิดห้องด้านบนของโรงแรมเอาไว้เป็นที่นัดสัมภาษณ์(พักผ่อน, เปลี่ยนเสื้อผ้า) เราอ่านข้อมูลคร่าว ๆ เกี่ยวกับดนัยไปเรียบร้อย สอบถามคนที่เคยเห็นเขาสัมภาษณ์ผ่านรายการต่าง ๆ ก็ได้ข้อมูลเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งว่ะ…สำหรับคนทำงานสัมภาษณ์นะคะ ถ้าคนสัมภาษณ์ของเราพูดเก่ง ช่างอธิบายถือว่าทำงานสบาย แต่ถ้าพูดน้อย เราเหนื่อยแฮ่ก เพราะต้องมีลูกล่อลูกชน ต้องคิดประเด็นเยอะแยะ ต้องพูด ๆ ๆ ๆ เพื่อให้เขาตอบว่าใช่ หรือไม่…เฮ้อ…สงสัยคราวนี้เหนื่อยอีกแล้ว…แต่เมื่อเจอกันจริง ๆ ดนัยไม่ได้เป็นอย่างที่หลาย ๆ คนบอกเลยค่ะ

เริ่มต้นเราทักทายเขาแล้วก็ถามเรื่องหนังสือว่าเปิดตัวพอดีกับงานสัปดาห์หนังสือเลยนะคะ และพอดีกับช่วงที่เขาอยู่เมืองไทยด้วย อันนี้เป็นแผนทางการตลาดวางกันเอาไว้แล้วใช่ไหม…เขาบอกใช่ครับ แต่ที่ผมเจ็บจนต้องพักนี่ไม่ได้อยู่ในแผนนะ(จึก…โดนไปหนึ่งดอกนิ่ม ๆ)

จากนั้นพอถามอะไรเขาก็มักจะมีเรื่องเล่าประกอบอย่างอารมณ์ดี จนเราแอบนึกในใจว่าใครมันบอกว่าเขาพูดไม่เก่งวะนี่…ตอนหนึ่งเราถามเขาว่าเริ่มต้นเล่นเทนนิสเพราะคุณย่าใช่ไหม…ครับ เพราะคุณย่าเล่นเทนนิสอยู่แล้ว เป็นก๊วนของคนแก่ แต่ผมไม่ได้อยู่ในก๊วนนี้นะ ฮ่า ฮ่า…(จึก…ดอกที่สอง)กับคำถามที่ว่าเขาคาดหวังกับหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกของตัวเองไว้ยังไงบ้าง…คำตอบคือ ผมก็คาดหวังไว้ว่าพิมพ์ออกมากี่เล่มกี่ครั้งมันจะขายหมดทุกเล่มครับ (อันนี้พูดได้หน้าตาเฉย จนเราคิดว่ากวนหรือเปล่า?)…นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าเพิ่งตัดสินว่าใครเป็นอย่างไรถ้าเราไม่ได้เจอกับเขาหรือทำความรู้จักกับเขาก่อน

เอารูปดนัยมาฝากแฟน ๆ กันด้วยค่ะ…

Next »