moskva arenda
VOL.931
September /1 2010
     

Kwanruen Magazine
Date :
Visited : 4463995
Kwanruen
     
 



ฉบับที่ 789
กองทุนขวัญเรือน

ฉบับที่ 790
โรงเรียนบ้านคลองเตาะ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่

ฉบับที่ 791
ครูบนแพ กับ เด็กในเขื่อน

ฉบับที่ 792
โรงเรียนบ้านอ่างเสือดำ

ฉบับที่ 793
แม่เต๋อ...โรงเรียนบนดอยสูง

ฉบับที่ 794
โรงเรียนหนูอยู่บนเกาะ

ฉบับที่ 795
โรงเรียนราษฎร์พัฒนา

ฉบับที่ 796
วัดโชติการาม

ฉบับที่ 797
โรงเรียนวัดหนองตาเดี้ยง

ฉบับที่ 798
โรงเรียนบ้านกองแขก

ฉบับที่ 799
โรงเรียน ตชด.ตะโกปิดทอง

ฉบับที่ 800
โรงเรียนวัดท่าทราย

ฉบับที่ 801
โรงเรียนวัดเขามัน

ฉบับที่ 802
เติมเต็มความหวัง โรงเรียนบ้านวังโบสถ์

ฉบับที่ 803
เด็ก ๆ ในชุมชนกองขยะ



ร่วมสนับสนุนกองทุนขวัญเรือน

     
     
     
     
  ร่วมพัฒนาห้องสมุด โรงเรียนวัดบ้านกล้วย



          ...พาหนะคันเก่งของเรามุ่งหน้าสู่กิ่งอำเภอคลองเขื่อน เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ในเช้าที่แดดทอแสงอ่อน ๆ กำลังดี ไม่เร่งรีบด้วยระยะทางครั้งนี้ไม่ไกลนัก ครั้งสุดท้ายของการติดต่อทางมือถือกับทางโรงเรียนขณะที่เข้าเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา ทำให้ทราบว่า...คณะครู ผู้ปกครอง และเด็ก ๆ พร้อมหน้าพร้อมตาเตรียมต้อนรับทีมงานกองทุนขวัญเรือนอยู่แล้วตั้งแต่เช้า
          แดดระหว่างวันเริ่มร้อนแล้ว...รถคันเก่งพาเราลัดเลาะผ่านร่องสวนมะม่วงไปเรื่อย ๆ จนมองเห็นตัวโรงเรียน ทันทีที่รถเลี้ยวเข้าไปจอด ทางคณะครูและผู้ปกครองรีบออกมาต้อนรับพร้อมช่วยกันขนของคนละไม้คนละมือ และเป็นธรรมเนียมตามปกติของวิสัยคนไทยที่ทำให้เรารู้สึกเป็นกันเองมาก ๆ ก็คือ การเชื้อเชิญให้ผู้มาเยือน ได้นั่งและดื่มน้ำเย็นเพื่อคลายร้อน ก่อนที่จะมีการมอบหนังสือพร้อมกับชุดคอมพิวเตอร์เข้าห้องสมุด ...พักได้สักครู่ น้อง ๆ หนู ๆ ที่แต่งตัวทาแก้มแดงรอพี่ ๆ ตั้งแต่เช้า ก็ตั้งแถวเตรียมการแสดงให้พี่ ๆ ได้ดูเป็นการต้อนรับ ด้วยการเต้นลีลาประกอบเพลง เด็กดอยใจดีž ลีลายักย้ายส่ายเอวของเด็ก ๆ เรียกรอยยิ้มและเสียงปรบมือจากบรรดาผู้ใหญ่ที่นั่งดูความน่ารักอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นความสุขที่เด็ก ๆ มอบให้และทำให้ทีมงานฯลืมเรื่องอากาศร้อนไปได้อย่างไม่รู้ตัว
          โรงเรียนวัดบ้านกล้วยถือว่าเป็นโรงเรียนที่เก่าแก่พอสมควร ตั้งขึ้นในปี 2486 สมัยนั้นโรงเรียนหลังแรกปลูกอยู่ติดริมแม่น้ำ พอกาลเวลาผ่านไปความทรุดโทรมก็เกิดขึ้น จึงมีการย้ายอาคารเรียนมาปลูกสร้างด้านใน โดยอาคารนี้มี 10 ห้องเรียน นักเรียนประมาณ 60 คน ตั้งแต่ชั้นประถม 1-ชั้นประถม 6 ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีแม่น้ำกั้น ทำให้เด็กอีกฝั่งเดินทางลำบาก ไม่สามารถข้ามมาเรียนได้ อาจารย์สมาภรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน บอกว่า เด็กสมัยนี้พายเรือกันไม่เป็น เลยเลือกที่จะไปเรียนทางฝั่งอำเภอบางคล้า นักเรียนที่โรงเรียนจึงเป็นเด็ก ๆ ในหมู่บ้านแถบนี้ ส่วนผู้ปกครองโดยส่วนใหญ่ทำอาชีพสวนมะม่วงและเลี้ยงกุ้ง แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี การเลี้ยงกุ้งจึงส่งผลให้หลายครอบครัวมีหนี้สินเยอะ แต่การทำสวนมะม่วงก็ยังพอเป็นรายได้จุนเจือให้กับหลายครอบครัว
          การเดินทางของกองทุนขวัญเรือน นอกจากจะขนบรรดาสมุด ดินสอ อุปกรณ์ระบายสี รวมถึงหนังสือเข้าห้องสมุดแล้ว เรายังเตรียมชุดคอมพิวเตอร์จำนวน 2 ชุดไปมอบให้กับทางโรงเรียนอีกด้วย
          “เราตระหนักว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญที่เปิดโลกกว้างและโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ ซึ่งทางโรงเรียนยังขาดแคลนอยู่ และที่สำคัญทางโรงเรียนต้องการคอมพิวเตอร์เพื่อจะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการปรับปรุงห้องสมุด เพื่อจูงใจให้เด็ก ๆ ได้เข้าห้องสมุด
          ห้องสมุดแต่เดิมจะมีฝุ่นเข้าเยอะมาก แล้วตอนบ่ายจะร้อนจัด เพราะห้องสมุดอยู่ทางทิศตะวันตก ทำให้แดดร้อนมาก บรรยากาศไม่ค่อยดี ไม่จูงใจ ไม่เอื้อให้เด็กเข้า เด็กจึงไม่ค่อยสนใจ ทางคณะครูจึงคิดกันว่าเราจำเป็นจะต้องปรับปรุงห้องสมุด เพื่อทำให้ห้องสมุดมีบรรยากาศน่าเข้าและมีมาตรฐานพอสมควร มีมุมให้เด็กได้อ่าน ได้เล่น ได้ฝึกมือ ได้ฝึกทักษะ มีหนังสือที่ชอบให้นั่งอ่านสบาย ๆ มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อให้เด็กได้เล่นเกมยามว่าง ได้ศึกษาหาความรู้จากแผ่นซีดีสาระการเรียนรู้ โดยที่เราจะไม่บังคับเด็ก เด็กมีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่เขาชอบ เราจะเตรียม แผ่นซีดีต่าง ๆ ให้เด็กได้เลือกสิ่งที่เขาอยากรู้อย่างอิสระ เพราะเดิมทีทางโรงเรียนมีคอมพิวเตอร์อยู่แล้วบ้าง แต่เด็กจะใช้ได้เฉพาะในชั่วโมงเรียน เด็กจึงไม่มีอิสระในการเลือกใช้ วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งในการนำคอมพิวเตอร์เข้าห้องสมุดคือให้เด็กเกิดความรู้สึกว่าไม่จำเป็นจะต้องใช้แต่เฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น”
          ขณะที่ทีมงานฯเดินเข้าไปเยี่ยมชมห้องสมุด เห็นหนังสือที่วางเรียงรายอยู่ในห้องสมุดจำนวนหนึ่ง มีหนังสือหลายเล่มดูเหมือนจะไม่เคยได้รับการหยิบออกมาจากชั้นวางเลย ซึ่งอาจารย์สมาภรณ์เล่าให้ฟังว่า... “หนังสือที่อยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนจะเป็นหนังสือที่ค่อนข้างเก่า และเป็นหนังสือที่ไม่ค่อยจะตรงกับจุดประสงค์ที่นักเรียนจะสนใจสักเท่าไหร่ เราเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เงินที่ได้มาก็จะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง ซึ่งเรานำเงินตรงนั้นมาซื้อหนังสือทั้งหมด คือเลือกซื้อหนังสือตามที่เด็กจะสนใจ ตอนนี้จึงเริ่มมีหนังสือที่เด็ก ๆ สนใจเพิ่มขึ้นมาบ้างเล็กน้อย นักเรียนจะชอบหนังสือนิทาน หนังสือการ์ตูน หนังสือที่มีภาพประกอบสวย ๆ ซึ่งหนังสือเหล่านี้จะมีราคาแพง แล้วเงินหมื่นกว่าบาทจะซื้อได้ไม่เยอะ เราอยากจะพัฒนาประสิทธิภาพของนักเรียนด้านการอ่าน เพราะโรงเรียนเราส่งเสริมเรื่องการอ่าน คืออยากจะทำเรื่องการอ่านให้เป็นพื้นฐาน เพื่อให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังได้เน้นเรื่องวิชาการอีกด้วย เพราะเมื่อจบจากที่นี่ไปเด็กจะต้องไปเรียนต่อ อย่างน้อยที่สุดต้องจบ ม.3หรือ ม.6 ซึ่งใจจริง ๆ แล้วครูบอยากให้เขาเรียนต่อได้มากที่สุดเท่าที่กำลังของครอบครัวจะมี เพราะหน้าที่ของครูนอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังต้องปลูกฝังให้เด็กรู้ว่าการเรียนหนังสือนั้นมีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างไร”
          นอกจากจะเน้นวิชาการและการอ่านแล้ว ทางโรงเรียนจะใช้วิธีสอนแบบบูรณาการ เด็ก ๆ เรียนวิชาการกันในชั้นเรียน จากนั้นจะให้ปฏิบัติจริง เช่น สร้างสวนผีเสื้อ ให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้วงจรชีวิตของผีเสื้อ แล้วก็คอยสังเกต คอยเฝ้าดูการเติบโตของผีเสื้อ เป็นต้น อีกอย่างโรงเรียนยังให้ความสำคัญกับเรื่องของศิลปะ โดยมีคุณครูรัตนา ครูผู้ซึ่งไม่ได้เรียนจบศิลปะมาโดยตรง แต่พยายามหาความรู้ทางด้านนี้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา (ครูรัตนาเป็นแฟนประจำลุงอุ้ยอ้ายในคอลัมน์แก้มเลอะสีด้วยค่ะ) เพื่อถ่ายทอดการเรียนรู้และพัฒนาเด็ก ๆ ที่จะเป็นเยาวชนของชาติในอนาคต
          ครูรัตนาได้ใช้วิชาศิลปะสอนแบบบูรณาการเชื่อมโยงกับวิชาอื่น ทำให้เด็กสนใจจะไปเรียนวิชาอื่น ๆ อย่างมีความสุขและไม่เครียด อย่างเช่นศิลปะในการทำหนังสือเล่มเล็ก ที่ต้องมีภาพประกอบ มีเขียนคำบรรยายต่าง ๆ คือใช้การเขียนคู่กับการวาดภาพ เด็กจะทำของเขาออกมา เป็นหนังสือของเขาเอง แล้วจะมีการขยายผล
          คุณครูบอกว่าเด็ก ๆ ชอบงานศิลปะมาก สังเกตได้ว่าเวลาเด็กเรียนเด็กจะเพลิน โดยที่เขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นวิชาการมาก แต่จริง ๆ มีการแทรกความรู้เข้าไปเรียบร้อย อีกสิ่งหนึ่งที่ทางโรงเรียนเน้นเรื่องศิลปะ เพราะศิลปะจะทำให้เด็กมีสมาธิ เด็ก ๆ จะทำกันอย่างมีความสุข โดยทางโรงเรียนได้มีการส่งผลงานเด็กไปประกวดบ้าง และได้รางวัลมาชื่นชมกันอย่างภาคภูมิใจก็มี
          เราเดินดูทั่วตลอดทั้งอาคาร ในแต่ละห้องเรียนจะเห็นผลงานเด็ก ๆ ติดอยู่ทั่วไป รวมไปถึงมีศิลปะบนฝาผนังอีกที่ทางโรงเรียนอนุญาตให้เด็ก ๆ ได้ใช้ฝาผนังแทนกระดาษในการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการกันได้เต็มที่ โดยใช้ศิลปะสอนให้เด็กรักธรรมชาติ รักความเป็นท้องถิ่น มีความสัมพันธ์กับท้องถิ่น อย่างเช่น น้องวนิดา น้องสุรีรัตน์ น้องพรทิพย์ พาเราไปดูภาพวาดที่เกี่ยวกับนกในท้องถิ่น เราถามน้องวนิดาถึงความรู้สึกที่มีต่องานศิลปะ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแสดงฝีมือวาดภาพจนได้รับรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาแล้ว “หนูชอบวาดรูป เพราะได้ฝึกมือ และได้ความเพลิดเพลินไปด้วย วาดรูปกับเพื่อน ๆ สนุกดีค่ะ” จากนั้นน้องวนิดาได้เล่าถึงภาพชุดนกในท้องถิ่นที่เธอกับเพื่อน ๆ ได้ลงมือวาดกันเมื่อตอนอยู่ชั้นประถม 3 ว่า “พอหนูรู้ว่าจะวาดเกี่ยวกับนกในท้องถิ่น พวกหนูก็เข้าไปหาข้อมูลในหนังสือในห้องสมุด ดูว่ามันใช้ชีวิตอย่างไร ภาพที่วาดก็จะมีนกขมิ้น นกกระเต็น นกพิราบ นกเค้าแมว นกขุนแผน”
          ครูรัตนาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “พอเด็ก ๆ รู้หัวข้อที่จะวาด เด็ก ๆ ก็ต้องเริ่มจากการไปหาข้อมูล โดยมีคุณครู เป็นคนแนะนำ เช่น ในท้องถิ่นของเขามีนกอะไรบ้าง หน้าตาเป็นอย่างไร มีวิถีชีวิตอย่างไร เด็ก ๆ ก็จะได้ทั้งความรู้ในแต่ละเรื่องที่เขาจะวาด และได้ทั้งการแสดงออกทางงานศิลปะ”
          จากการพูดคุยกับคุณครู ทำให้เราทราบว่าสิ่งที่ยังขาดแคลนอีกอย่างคือบรรดาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในเรื่องของศิลปะ เนื่องจากอุปกรณ์และสีมีราคาแพงมาก
          เราเดินดูบรรยากาศของโรงเรียน เดินดูผลงานศิลปะเดินดูต้นไม้ต่าง ๆ ท่ามกลางเสียงนกร้อง เด็ก ๆ ที่นี่หน้าตาสดใสยิ้มแย้มกันทุกคน ทำให้พี่ ๆ พลอยได้ยิ้มแย้มอิ่มเอมสดใสไปด้วย ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงพลังรอยยิ้มและแววตาสดใสของเด็กเท่านั้น แต่เป็นรอยยิ้มที่เรารู้ว่าสิ่งของต่าง ๆ ที่ทางกองทุนฯนำมามอบให้ แม้จะไม่มากมายนัก แต่อย่างน้อยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้กับน้อง ๆ ต่อไปในอนาคต

ฉบับที่ 804 ปักษ์หลัง พฤษภาคม 2548

 
       



Copyright © 2001-2010 Kwanruen Magazine
All Rights Reserved.
การนำข้อความและรูปภาพที่ปรากฎในเว็บไซต์นี้
ไปเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามกฎหมาย